✨ หากกล่าวถึงผู้กำกับภาพหรือช่างถ่ายหนังไทยผู้มีประสบการณ์ยาวนานที่สุดในปัจจุบัน “ปัญญา นิ่มเจริญพงษ์” ผู้มีประสบการณ์ยาวนานถึง 50 ปี ย่อมต้องปรากฏเป็นชื่อแรก เขายืนหยัดทำงานเป็นตากล้องถ่ายหนังไทยมาตั้งแต่ยุคกล้องฟิล์มเปลี่ยนผ่านมาสู่กล้องดิจิทัล จวบจนอายุย่างเข้าสู่เลขแปด และเพิ่งได้รับการประกาศชื่อให้ได้รางวัลเกียรติคุณแห่งความสําเร็จ จากชมรมวิจารณ์บันเทิง เมื่อปีที่ผ่านมา
✨ เพื่อเป็นการต้อนรับกิจกรรม Masterclass หรือ ชั้นครู ที่หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้เชิญปัญญามาบอกเล่าเทคนิคและเรื่องราวการทำงานตลอด 5 ทศวรรษในวันที่ 19 มีนาคม โปรแกรมภาพยนตร์ประจำเดือนนี้ จึงได้คัดสรรผลงานการกำกับภาพของปัญญามาจัดฉายให้ชมตลอดทั้งเดือน
✨ เริ่มต้นจาก ผีเสื้อและดอกไม้ (2528) ภาพยนตร์ที่เขาได้ทำหน้าที่เป็น “ผู้กำกับภาพ” ออกแบบมุมกล้องและองค์ประกอบภาพด้วยตนเอง ซึ่งได้รับคำชื่นชมถึงความโดดเด่นในงานด้านภาพเป็นอย่างมาก มีหลายฉากสำคัญที่ตรึงใจผู้ชมและได้รับการยกย่องมาจนทุกวันนี้ โดยจะจัดฉายในวันจัดกิจกรรม Masterclass ชั้นครู
✨ ปัญญาถ่ายภาพยนตร์โดยยึดหลักการว่าตนสามารถเรียนรู้ได้จากทุกคน ทำให้เขาสามารถร่วมงานกับคนทำหนังที่แตกต่างกันได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ในโปรแกรมนี้จึงนำเสนอภาพยนตร์ที่เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับที่หลากหลาย ตั้งแต่ “แก้ว” (2523) ของเปี๊ยกโปสเตอร์ ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ปัญญาได้ทำหน้าที่เป็นตากล้องถ่ายภาพยนตร์อย่างเต็มตัว ต่อด้วย “สายสวาทยังไม่สิ้น” (2525) หนังชีวิตรักโดยผู้กำกับ แจ๊สสยาม “หย่าเพราะมีชู้” (2528) หนังที่อาศัยการดำเนินเรื่องในชั้นศาลของ มานพ อุดมเดช ตลอดจนหนังวัยรุ่นที่เข้มข้นทั้งเนื้อหาและงานภาพอย่าง “ดีแตก” (2530) ของ อังเคิล – อดิเรก วัฏลีลา และ “18 ฝนคนอันตราย” ของ พชร์ อานนท์ สองผู้กำกับที่ปัญญาถ่ายหนังให้ตั้งแต่เรื่องแรก
✨ ในขณะเดียวกัน ยังมีงานสำคัญที่ทำให้ปัญญาได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ได้แก่ เพชรตัดเพชร (2527) ของ สักกะ จารุจินดา และ ฉลุย โครงการ 2 (2533) อีกหนึ่งผลงานของอังเคิล นอกจากนี้ยังมี “วัยอลวน” (2519) ซึ่ง เปี๊ยกโปสเตอร์ ได้ให้ปัญญาลองจับกล้องถ่ายหนังเป็นเรื่องแรก ที่จะจัดฉายให้ชม ณ โรงหนังนางเลิ้งในวันที่ 21 มีนาคมนี้อีกด้วย