อำนาจ สอนอิ่มสาตร์ กับเส้นทางสายนักพากย์ในนาม “ขุนแผน”

ภารกิจอย่างหนึ่งของหอภาพยนตร์ คือการเก็บรวมรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้านภาพยนตร์เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา นอกเหนือจากเอกสารจดหมายเหตุต่าง ๆ ประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าก็ถือเป็นข้อมูลที่สำคัญและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องราวจากบุคคลที่เคยมีประสบการณ์จริงในวงการภาพยนตร์ 


คอลัมน์กลุ่ม-อาชีพ-คนรักฟิล์มภาพยนตร์ฉบับนี้ จะพาท่านย้อนไปอ่านประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าของบุคคลในอาชีพนักพากย์ อาชีพที่ถือเป็นสีสันและฟันเฟืองสำคัญของวงการหนังไทยมายาวนาน โดยนักพากย์ที่จะมาเล่าเรื่องราวให้ท่านอ่านในฉบับนี้คือ อำนาจ สอนอิ่มสาตร์ วัย 82 ปี ปัจจุบันหลายคนคงรู้จักเขาในนาม ดุ่ย ณ บางน้อย สุดยอดนักจัดรายการวิทยุชื่อดัง “คุยโขมงหกโมงเช้า” แต่ในอดีตนั้น เขาเคยเป็นนักพากย์หนังที่มีประสบการณ์โชกโชน และเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในนาม “ขุนแผน”


เริ่มอาชีพนักพากย์ได้อย่างไร


การเป็นนักพากย์ของผมเริ่มต้นจากตอนที่ผมเรียนอยู่ปี 3 ของโรงเรียนอาชีวะที่ตั้งอยู่บนถนนบรรทัดทอง ในแผนกช่างวิทยุ ผมมีโอกาสได้ไปติดตั้งปรับแต่งเครื่องเสียงที่ท้องสนามหลวง ทั้งเวทีลิเก เต็นท์เหล่าทัพต่าง ๆ รวมถึงช่วยจัดลำโพงของจอภาพยนตร์ไม่ให้รบกวนกัน ระหว่างนั้น ปิดเทอมเพื่อนก็ชวนไปกับรถขายยา ช่วยซ่อมเครื่องเสียง เครื่องปั่นไฟ ได้เงิน 8 บาทต่อคืน กลางวันรับจ้างพิเศษไปติดป้ายโฆษณาขายยา บางวันนักพากย์รถหนังขายยาเขาไม่สบาย เขาก็เลยให้พากย์แทน


ประมาณปี 2495 เพื่อนก็มาชวนผมไปทำงานที่บริษัทกรุงไทยภาพยนตร์ ทำหน้าที่ดูแลแสง-เสียง คอยดูนักพากย์ซ้อมพากย์หนัง มีอยู่วันหนึ่ง ระหว่างนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟข้างบริษัทกับเพื่อนที่เรียนช่างวิทยุมาด้วยกัน เพื่อนมาชวนให้ไปรับจ้างตามร้านขายยา ซ่อมเครื่องขยายเสียง ผมบอกผมไม่ว่าง ต้องดูนักพากย์เขาซ้อมพากย์ เพื่อนมันบอกว่าทำไมซ้อมบ่อยจัง ผมตอบว่า “มันซ้อมซะกูพากย์ได้เลย” เพื่อนมันก็หัวเราะ แต่แล้วก็ต้องเงียบเมื่อมีเสียงจากหลังเก้าอี้ที่นั่งดังแทรกมาว่า “อ่อ อำนาจเรอะ งั้นเดี๋ยวไปพากย์ให้ฉันดูหน่อย” เสียงนั้นก็คือ คุณปิยะ ชวนเสถียร ผู้อำนวยการบริษัทกรุงไทยภาพยนตร์ ช่วงบ่ายผมก็ขึ้นไปพบท่าน และให้ผมพากย์ให้ฟัง ผ่านไป 10 นาที ท่านสั่งให้หยุด บอกพรุ่งนี้ให้มาพบตอนเช้า




รุ่งเช้า ผมมาพบท่าน ท่านถามว่า มีเพื่อนที่เป็นช่างเสียงและแก้เครื่องฉายหนังไหม ผมบอกมี ท่านบอกให้มาเลย ให้เงินเดือน 490 บาท ผมก็ว่า “แล้วผมล่ะครับ” ท่านบอกก็ไปพากย์หนังกับผม เงินเดือนไม่มี มีค่าพากย์ได้วันละ 60 บาท ผมดีใจมากเพราะพากย์หนังเฉพาะตอนเย็น ผมจะได้มีเวลาไปเรียนให้สูงขึ้นกว่านี้ ตอนนั้นพากย์คู่กับใครบ้างครับ


คู่พากย์ชาย–หญิงที่รับผมร่วมงาน คนที่หนึ่ง คือ สุรพล แสงเอก เป็นนักเรียบเรียงเสียงประสานวงดนตรี อัศวินการละคร ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล คนที่สองคือ สุรางค์ เชยเกษ เป็นดาราและหัวหน้าคณะละครวิทยุกระจายเสียง ผมเรียกว่า พี่เป้ ผมเริ่มพากย์ที่โรงหนังศรีอยุธยา บริเวณสี่กั๊กพระยาศรี แถวเสาชิงช้า แต่พี่สุรพลตามไปพากย์โรงหนังชั้นสองไม่ได้ ผมจึงต้องไปพากย์คู่กับพี่เป้ โรงชั้นสองก็มีศรีบางลำพู บางกระบือเธียเตอร์ เฉลิมเวียง อยู่ใกล้วัดยานนาวา และเฉลิมโลก อยู่ประตูน้ำ 


ผมตระเวนพากย์หนังเรื่อง สิงห์ทมิฬ จนมาพากย์ที่โรงหนังเวิ้งนาครเขษม ผู้อำนวยการคือ ประสาน ตันสกุล มีธุรกิจเกี่ยวกับโรงหนังเวิ้งนาครเขษม ก็ให้ผมพากย์หนังฝรั่งกับพี่เป้ วันไหนพากย์ให้ 100 บาท เดือนหนึ่งงานไม่ต่ำกว่า 15 วัน หนังฝรั่งที่พากย์กับพี่เป้เรื่องแรก ตระเวนปารีส (An American in Paris) นำแสดงโดย ยีน เคลลี่ กับ เลสลี่ คารอง ตอนนั้นใช้ชื่อพากย์ สุรางค์ เชยเกษ กับ อำนาจ พากย์ไปได้สักพักหนึ่ง คุณประสาน ตันสกุล ไม่สามารถประมูลโรงหนังเวิ้งนาครเขษมได้ ผมก็ต้องตกงาน


ฉายาขุนแผน ได้มาได้อย่างไรครับ


คือต่อมา ผมไปทำงานเป็นช่างแสง-เสียงที่โรงถ่ายของ ส.อาสนจินดา ท่านใช้วิกโรงลิเก ซอยทองหล่อ วันหนึ่ง คุณ ส. อาสนจินดา เรียกผมไปช่วยตัดต่อหนังเรื่อง จันทโครพ ฉบับคลาสสิก ซึ่งมีฉากนาฏศิลป์และระบำบัลเลต์ หนังฉายที่ศาลาเฉลิมไทย พากย์โดย สมควร กระจ่างศาสตร์ และสมพร ยิ่งวัฒนา ผมเป็นคนทำ Sound Effect บางรอบก็ดี บางรอบก็ไม่ดี คุณ ส. อาสนจินดา จะนั่งดูในโรงลุ้นทุกรอบ โดยจะมอบให้ลุงเปี่ยม ทองปรีชา ซึ่งเป็นนักพากย์เก่าในชื่อ แม่เรไร กับ คุณ สวาท เสถียร เจ้าของวชิราภาพยนตร์ เป็นผู้จัดจำหน่ายตามโรงหนังชั้นสอง ผมก็ได้พากย์หนังจากสายของลุงเปี่ยมแนะนำให้คนที่มาเช่าหนังจ้างผมพากย์ พากย์เรื่องแรกของวชิราภาพยนตร์คู่กับวงจันทร์ ไพโรจน์ ที่โรงหนังควีนส์ เชียงใหม่ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมต้องไปพากย์จอเดียวกับสุรพล โทณะวณิก นักเขียนเพลงคนสำคัญ เขาพากย์หนังฝรั่ง ผมพากย์หนังไทย




บางคืนผมก็ไปพากย์หนังฝรั่งและหนังไทยสองเรื่องที่บ้านแหลม สมุทรสงคราม ช่วงสองทุ่มจนถึงสองยาม จากนั้นลงเรือพร้อมฟิล์ม ไปพากย์ต่อที่อัมพวาสองเรื่องเดิมผมได้พากย์ 4 รอบ รอบละ 100 บาท พอสว่างก็ขึ้นรถไฟสายแม่กลองมาลงมหาชัย ข้ามเรือต่อรถไฟ มหาชัย – คลองสาน ลงที่วงเวียนใหญ่ ต่อแท็กซี่เอาฟิล์มไปส่งให้ลุงเปี่ยมแล้วก็กลับบ้าน แล้วค่อยมารับฟิล์มไปฉายที่ต่าง ๆ ต่อไป ลุงเปี่ยมเคยถามผมว่าจะใช้ชื่ออะไรในการพากย์ ผมบอกผมชอบชื่อ ศรีไท และ ราเชนทร์ แต่แกบอกให้ใช้ชื่อ “ขุนแผน” แล้วกัน เพราะมีสาว ๆ มาถามหาผมบ่อยเหลือเกินเวลาผมไปพากย์กลางแปลง ตอนขึ้นไตเติ้ลผมก็จะพูดว่า “ขุนแผนมาวันนี้ไม่ได้ขี่ม้าสีหมอก อีกวันทองก็ลวงหลอกจากไป ใครจะพากย์ด้วยก็ช่วยมานั่งใกล้ ๆ เชิญครับเชิญ” เท่านั้นคนดูก็เฮสนุกตั้งแต่เริ่มต้น


มีเหตุการณ์ประทับใจตอนพากย์หนังบ้างไหม


ผมไปตลาดนักพากย์หนังฝรั่งอยู่ที่โรงหนังแคปปิตอล ตรงคลองถม มีร้านให้เช่าฟิล์มอยู่ 2 ร้าน ร้านใหญ่เป็นนักพากย์โรงเล็ก ร้านเล็กเป็นนักพากย์โรงใหญ่ ผมได้รู้จักกับคุณทวีสุข โปตะวณิช เจ้าของสายหนังเตี่ยเม่งอู๋ มีโรงหนังสี่โรง คือ เฉลิมวัฒนา ที่ลำปาง เฉลิมราษฎร์ ที่ชลบุรี ชุมพร และนครศรีธรรมราช ช่วงนี้เองผมได้พากย์หนังฝรั่งเรื่อง บัญญัติ 10 ประการ ส่วนหนังอินเดียก็ต้อง ธรณีกรรแสง เรื่องนี้ถ้าในกรุงเทพฯ เป็น ม.ล.รุจิรา-มารศรี พากย์ พูดถึงหนังเรื่อง บัญญัติ 10 ประการ ครั้งหนึ่ง ผมไปพากย์ที่ลำปาง ท่านหม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านลงจากดอยแวะมาดู ท่านชมว่า ดูแล้วสบายกว่าเพราะไม่ต้องอ่านซับไตเติ้ล เขาพากย์ดีนะ โดยที่ท่านเป็นคนทำซับเรื่องนี้เอง ผมมีความภูมิใจที่ท่านเอ่ยปากชม แล้วมาพากย์เสียงคุณมิตร ใน มนต์รักลูกทุ่ง ได้อย่างไรครับผมไปพากย์ที่ชลบุรี ได้รู้จักกับคุณรังสี ทัศนพยัคฆ์ เป็นนักพากย์ในนามว่า พันธรังสี คุณรังสีพากย์เสียงผู้ชาย ผมพากย์เสียงผู้หญิง ต่อมา ผมเริ่มจะเบื่อการพากย์เลยเอาวิชาความรู้ทางช่างวิทยุ เอาเทปธรรมดามาอัดเสียงตอนผมพากย์และใช้เปิด ปรากฏว่าใช้ได้ ผมก็เริ่มศึกษาไปเรื่อย ๆ ตอนนั้นผมมีคนที่วาง Sound Effect ให้ผมคือคุณมนตรี อ่องเอี่ยม จนผมเริ่มมาตั้งบริษัทห้องอัดเสียงคิงส์ซาวด์ ผมภูมิใจมาก เพราะหนังเรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง ได้อัดเสียงที่นี่ ในเมืองไทย ไม่ต้องไปที่ฮ่องกง เรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง ผมพากย์อยู่ 2 ตัว คือ มิตร ชัยบัญชา และ ล้อต๊อก คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ เคยเขียนถึงผมบ่อย แล้วคุณรังสีก็มาสร้างเรื่อง มนต์รักจากใจ เรื่อง อินทรีทอง ผมก็พากย์ที่ห้องอัศวินการละคร มีหนังของกุหลาบทิพย์เรื่อง ทุ่งเศรษฐี ผมพากย์เสียงครรชิต ขวัญ-ประชา ผมเคารพนับถือพี่จินตนา กุหลาบทิพย์ มีบุญคุณกับผมมาก และพี่วิมล ยิ้มละมัย ขับรถเอาเงินมาให้ผมถึงห้องอัดเสียง


ทำไมถึงเลิกพากย์หนังครับ


ผมเริ่มรู้ตัวผมพากย์เสียงพระเอกไม่ได้แล้ว นักพากย์ที่สะกิดเตือนผมก็คือ พรอนันต์ คนที่ให้เสียง ประจวบ ฤกษ์ยามดี เสียงผมมันเป็นผู้ชายวัย 30 ขึ้น เมียผมคุณดารุณี ก็ต้องไปตามคุณชูชาติ อินทร (หัวหน้าทีมพากย์อินทรี-ผู้เขียน) มาพากย์แทน อาชีพนักพากย์ไม่ยืนยง ทำหน้าที่เหมือนผงชูรส บางทีใส่อะไรไปคนข้าง ๆ รับเราไม่ได้ ผมเลิกพากย์ตอนปี 2516 เพราะต้องไปอเมริกา และกลับมาตอนตุลาคมปีเดียวกัน ได้ไม่กี่วันก็เกิดเหตุวันมหาวิปโยค จากนั้นมา ผมจึงมีภารกิจประจำคือรายการ “คุยโขมงหกโมงเช้า” และบริหารบริษัทคิงส์ซาวด์ ทำให้ผมต้องอำลาชีวิตนักพากย์หรือศิลปินในเงามืด

_______________________________

โดย ประสงค์ สว่างสุข
ที่มา: จดหมายข่าวหอภาพยนตร์ ฉบับที่ 27 ประจำเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2558