การปรับโฉมกรุงเทพฯ ผ่านสุนทรียศาสตร์ความเป็นจีน การปรับอัตลักษณ์ของเมืองสู่ยุคสมัยใหม่ผ่านพื้นผิว สีสัน ภาพยนตร์ วรรณกรรม เสื้อผ้า และประวัติศาสตร์อันเชื่อมโยงทับซ้อนระหว่างเมืองที่แสดง “ความเป็นจีน” นี่คือเนื้อหาโดยสรุปของหนังสือใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์ในปี 2569 เป็นงานศึกษาที่ครอบคลุมศาสตร์หลากหลายแขนง วิเคราะห์เมืองหลวงของไทยผ่านแว่นของโลกสมัยใหม่ หนักแน่นในเชิงวิชาการ แต่สามารถอ่านเป็นหนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ ได้อีกด้วย หนังสือเพิ่งเข้ามาถึงห้องสมุดและโสตทัศนสถาน เชิด ทรงศรี ของหอภาพยนตร์
In the Mood for Texture: The Revival of Bangkok as a Chinese City เป็นงานเขียนเล่มล่าสุดของ อาร์นิกา ฟูร์มันน์ ศาสตราจารย์สาขาเอเชียศึกษาและวรรณกรรมเปรียบเทียบ มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา ผู้เกิดและเติบโตในกรุงเทพฯ พูดภาษาไทยคล่องแคล่ว และมีงานเขียนเกี่ยวกับภาพยนตร์และวรรณกรรมไทยที่น่ายกย่องหลายเล่ม เช่น Teardrops of Time ว่าด้วยกวีนิพนธ์ของ อังคาร กัลยาณพงศ์ และ Ghostly Desires: Queer Sexuality and Vernacular Buddhism in Contemporary Thai Cinema ว่าด้วยการอ่านหนังไทยร่วมสมัยผ่านเลนส์ศาสนาพุทธและทฤษฎีเควียร์
ถึงแม้หนังสือเล่มใหม่นี้จะไม่ใช่หนังสือเกี่ยวกับภาพยนตร์โดยตรง แต่ภาพยนตร์เป็นส่วนสำคัญที่อาจารย์อาร์นิกาใช้ประกอบสร้างแนวคิดและอ้างอิงในฐานะหลักฐานทางผลผลิตวัฒนธรรม In the Mood for Texture ใช้ภาพปกจากหนังเรื่อง ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ (2562) ของผู้กำกับ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ภาพผนังปูนสีเทาเรียบสนิท เก้าอี้ทรงโมเดิร์นยุคกึ่งศตวรรษ หญิงสาวและชายหนุ่มในชุดขาว-ดำ (ตัวละครหลักของหนังอยู่ทางซ้ายชื่อ “จีน”) ทั้งหมดนี้บ่งบอกเป็นนัยถึงเนื้อหาในหนังสือ ว่าด้วยการตรวจสอบอัตลักษณ์อันผสมผสานความเป็นจีนเข้าในอารมณ์และพื้นผิวของสถานที่ สิ่งก่อสร้าง และผัสสะอารมณ์ รวมทั้งความเป็นโลกสมัยใหม่ (modernity) ที่แสดงออกผ่านภาพและสถานที่ในกรุงเทพฯ

ในบทนำ อาร์นิกาบรรยายว่า “หนังสือเล่มนี้ตั้งคำถามกับปรากฏการณ์สองอย่างที่เกิดร่วมกัน อย่างแรกคือการทาบทับของเมืองสามเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกเข้าหากัน (กรุงเทพฯ ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้) ผ่านผลิตผลทางวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยและสถานประกอบการโรงแรม อย่างที่สองคือการฟื้นคืนชีพพร้อม ๆ กันของอดีตอันเชื่อมโยงกับความเป็นจีนและสุนทรียศาสตร์แบบโคโลเนียลสมัยใหม่”
ผู้เขียนเสริมว่า ต้องการวิเคราะห์ภาพซ้อนของเมืองใหญ่สามเมืองดังกล่าว ผ่านวรรณกรรม ภาพยนตร์ และสื่อดิจิทัล อันแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายความเป็นจีนผ่านสื่อเสมือนและวัตถุที่จับต้องได้ (เช่น โรงแรม หรือสถานบันเทิงที่มีธีมแบบจีน)
งานภาพยนตร์ที่อาร์นิกาใช้เพื่อแสดงการหวนคืนสู่ความเป็นจีนและการสร้างอัตลักษณ์โลกสมัยใหม่ นอกเหนือจาก ฮาวทูทิ้ง ยังมีหนังเรื่อง In the Mood for Love (2543) ของผู้กำกับ หว่องกาไว หนังฮ่องกงอันเป็นหมุดหมายของสหัสวรรษใหม่ที่ถ่ายทำในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะฉากสำคัญระหว่างตัวละครหลักที่แสดงโดย เหลียงเฉาเหว่ย และ จางม่านอวี้ ในบทที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ ผู้เขียนอ้างคำสัมภาษณ์ของ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ช่างภาพของ In the Mood for Love ที่ว่า “พื้นที่ในฮ่องกงที่พวกเราอยากใช้ในหนัง ซึ่งก็คือฮ่องกงในแบบที่ไม่มีอยู่อีกแล้ว พื้นที่เหล่านี้กลับยังมีอยู่ในกรุงเทพฯ ดังนั้นฮ่องกงแบบที่เรามีในใจ จริง ๆ แล้วก็อยู่ที่กรุงเทพฯ” ขยายความคือฮ่องกงในคริสต์ทศวรรษที่ 1960 กับภาพตึกยุคอาณานิคมและการตกแต่งแบบย้อนยุค

สถานที่ดังกล่าวคือโรงแรมแอตแลนต้า ถนนสุขุมวิท และที่โดดเด่นมากใน In the Mood for Love คือตึกโรงภาษีเก่า ถนนเจริญกรุง อาร์นิกาเชื่อมโยงแนวคิดเรื่องการผุพัง (ruin) ประวัติศาสตร์แห่งพื้นผิว (material history) และการแสวงหาพื้นที่ของเมือง (urban exploration) เพื่อสนับสนุนความคิดเรื่องการเคลื่อนย้ายความเป็นจีนในภูมิภาค และการประกอบสร้างอารมณ์และความทรงจำ เมื่อตึกอันเก่าแก่ผุพัง ในกรุงเทพฯ เชื่อมกาลเวลาสู่ความโหยหาในอดีตของฮ่องกง ซึ่งในทางกลับกันก็เป็นเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากเซี่ยงไฮ้ หนังสือบรรยายถึงการนัดพบกันของสองตัวละครหลักในซอย (ซึ่งถ่ายที่ตึกโรงภาษีเก่า) ที่ถ่ายเป็นภาพสโลว์โมชัน เน้นย้ำความเสื่อมโทรมของผนังตึก อารมณ์อ้อยอิ่งที่ยืดเวลาแห่งความเป็นไปไม่ได้ของรักต้องห้าม ผ่านพื้นผิว ประวัติศาสตร์ และจินตนาการของตัวละคร
หนังสือยังมีส่วนที่วิเคราะห์เครื่องแต่งกายของนางเอกจางม่านอวี้ อีกหนึ่งพื้นผิวผัสสะและสัญลักษณ์แห่งการทับซ้อนของอัตลักษณ์จีน เพราะชุดกี่เพ้าแบบจีนที่ตัวละครสวมใส่เป็นเครื่องหมายของยุคสมัย กาลเวลา และยังส่งอิทธิพลต่อชุดพนักงานโรงแรมหรือบาร์ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านเยาวราช ที่ใช้สุนทรียศาสตร์แบบจีนเพื่อความน่าหลงใหลและแรงดึงดูดทางการตลาด
ส่วนบทที่พูดถึงภาพยนตร์เรื่อง ฮาวทูทิ้ง อาร์นิกาเปิดประเด็นเรื่องเมืองและความเป็นจีนผ่านแนวคิดเรื่อง “ห้องแถว” ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของตัวละครในหนัง และเป็นสถานที่ที่เชื่อมโยงอดีตของครอบครัวไทย-จีนจากรุ่นปู่หรือพ่อสู่รุ่นลูก ตึกแถวจำนวนมากในย่านเยาวราชยังเป็นการผสมผสานอัตลักษณ์จีนกับสถาปัตยกรรมโมเดิร์น อีกทั้งยังสะท้อนภาพชนชั้นและความฝันอันมีต้นกำเนิดมาจากตำนาน “เสื่อผืนหมอนใบ” เมื่อบรรพบุรุษเดินทางจากจีนมายังเมืองไทยและสร้างตัวขยับฐานะ พร้อมกับก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของไทยไปพร้อม ๆ กัน ดังที่ตัวละครในหนังเป็น หนังสือวิเคราะห์สุนทรียศาสตร์ของตึกแถว การผสมผสานพื้นที่ทำงานและพื้นที่อยู่อาศัยภายในตึก เสื้อผ้าของตัวละครหลัก และการปรับปรุงบ้านให้เป็นสไตล์ minimalism ซึ่งตัวละครในหนังพยายามเอามา “กลบ” ประวัติศาสตร์และความทรงจำของคนรุ่นก่อนภายในครอบครัว

นอกจากนี้หนังสือของอาร์นิกายังพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง หรือ Bad Genius (2560) ผ่านแนวคิดเรื่องร่างกายของผู้หญิง (เชื้อสายจีน) ภายใต้สภาวะของเมือง ทั้งกรุงเทพฯ และซิดนีย์ ซึ่งเป็นฉากหลังของเรื่องราวในหนัง In the Mood for Texture: The Revival of Bangkok as a Chinese City เต็มไปด้วยแนวคิดที่ลึกซึ้งและซับซ้อน ลากเส้นที่มองไม่เห็นผ่านวัตถุและกรอบความคิด ผ่านความเป็นเมืองทั้งที่จับต้องได้และไม่ได้ และผ่านมิติ “ความเป็นจีน” ที่เป็นทั้งพื้นที่ เวลา และอัตลักษณ์ นี่จึงเป็นงานที่ชวนให้ผู้อ่านมองสภาพบ้านเมืองหรือภาพยนตร์ที่เราคุ้นเคยด้วยสายตาที่แตกต่างออกไปจากเดิม
