Sala Chalermthani The oldest surviving movie theatre in Thailand

Sala Chalermthani

The oldest surviving movie theatre in Thailand


Sala Chalermthani, popularly known as Nang Loeng Cinema, held its first film screening on December 18, 1918. Located in the bustling market of Nang Loeng, the cinema operated until 1993, when it was transformed into a warehouse. In the late 2010s, the building was renovated by the Privy Purse Bureau (the property owner), preserving its original wooden structure. Since the beginning of 2026, the Thai Film Archive has been entrusted to manage the venue and resume film screenings.


Nang Loeng Cinema was designed specifically to be a movie house. Its outstanding architectural features include crisscrossing wooden beams, wooden frames and walls, and a corrugated roof — a common characteristic of many theatres and cinemas in Siam in those days. During the silent film era, brass bands accompanied the screenings. When talkies arrived, the walls and ceiling were refurbished to absorb sound and improve the acoustics.


Nang Loeng Cinema was built by Phathanakorn Cinematograph Company, run by a group of Chinese businessmen in Siam specialising in movie theatres. Phathanakorn’s first movie house, also called Phathanakorn, opened in 1910, competing with Japanese Cinema (opened in 1905)—Siam’s first permanent movie house—and Wang Chao Prida Cinema (opened in 1907), run by a rival Roob Yont Krung Thep Company.


Roob Yont and Phathanakorn presided over a lively period of competition when movies became a form of popular entertainment. Each company opened more cinemas through the 1910s in various locations across Bangkok. In the 1919, another company, Nakorn Kasem, joined the fray by opening a modern, concrete cinema. This prompted Roob Yont and Phathanakorn to merge into a new entity called Siam Pappayon. However, Nakorn Kasem soon went bankrupt, so Siam Pappayon took over their cinemas and enjoyed a near-monopoly in the movie business. Nang Loeng Cinema became a property of this new company.


King Rama VII expressed his wish to see modern movie houses as sound films arrived to replace silent films, providing comfort and pride to the people on the occasion of Bangkok’s 150th anniversary in 1932. The king also set up the United Cinema Company (incorporating Phathanakorn and Queens), which operated seven iconic cinema spread around the capital Sala Chalermkrung, Sala Chalermburi, Sala Chalermnakorn, Sala Chalermthani (Nang Loeng), Sala Chalermwiang, Sala Chalermrat, and Sala Chalermradjt.


With the rise of modern multiplexes and malls, old-school cinemas inevitably faded out. In 1993, the light from the projector of Nang Loeng Cinema went dark, and the wooden building became a warehouse. However, the renovation project by the Privy Purse Bureau brought Sala Chalermthani back to life. Now that screenings have resumed, it stands, radiating its former glory, as the oldest surviving movie house in Thailand.


โรงหนังศาลาเฉลิมธานี เดิมคือ โรงหนังนางเลิ้ง เป็นโรงหนังที่สร้างขึ้นใหม่สำหรับเป็นโรงฉายภาพยนตร์หรือหนังโดยตรง ผู้สร้างหรือเจ้าของคือ บริษัทพัฒนากร ซึ่งเป็นบริษัทของกลุ่มนักธุรกิจชาวจีนในสยาม ทำกิจการค้าและจัดฉายภาพยนตร์ในสยามตั้งแต่ปี 2453 เริ่มด้วย โรงพัฒนากร (เปิด 2453) ตั้งอยู่ที่ตำบลสามแยก แข่งกับโรงญี่ปุ่น (เปิด 2448) ของชาวญี่ปุ่นซึ่งเข้ามาตั้งโรงหนังถาวรในกรุงเทพฯ เป็นรายแรกอยู่ที่เวิ้งวัดตึก และโรงหนังวังเจ้าปรีดา (เปิด 2450) ของบริษัทรูปยนต์กรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลหน้าวังพระองค์เจ้าปรีดา ถนนเจริญกรุง ของนักธุรกิจชาวจีนในสยาม


ต่อมาบริษัทรูปยนต์กรุงเทพฯ และบริษัทพัฒนากร ได้แข่งขันกันตั้งโรงอื่น ๆ ในเครือไปตามตำบลสำคัญทั่วกรุงเทพฯ โรงของบริษัทรูปยนต์กรุงเทพฯ มี ปีนัง (เปิด 2458) อยู่ตลาดทุเรียน บางลำพู  สิงคโปร์ (เปิด 2458) อยู่เยาวราช  ชวา (เปิด 2458) อยู่ประตูสามยอด  ฮ่องกง (เปิด 2460) อยู่ตำบลบ้านทวาย ถนนสาธร


ส่วนโรงของบริษัทพัฒนากร มี พัฒนารมณ์ (เปิด 2458) อยู่หน้าวังพระองค์เจ้าปรีดา  พัฒนาลัย (เปิด 2458) อยู่ประตูสามยอด บางรัก (เปิด 2460) อยู่ตำบลบ่อนเก่า บางรัก  บางลำพู (เปิด 2460) อยู่เชิงสะพานนรรัตนสถาน  นางเลิ้ง (เปิด 2461) อยู่ตลาดนางเลิ้ง สาธร (เปิด 2461) อยู่ตำบลบ้านทวาย


ในปี 2462 ท่ามกลางการแข่งขันกันอย่างหนัก มีข่าวว่ามีนักลงทุนชาวต่างชาติและชาวสยามตั้งบริษัทภาพยนตร์นาครเขษม จะสร้างโรงหนังเป็นอาคารคอนกรีตใหญ่โตทันสมัยชื่อ นาครเขษม อยู่ที่เวิ้งวัดตึก และมีโรงในเครืออีกหลายโรง ทำให้บริษัทรูปยนต์กรุงเทพฯ และบริษัทพัฒนากรจับมือควบรวมกิจการกันเป็น สยามภาพยนตร์บริษัท ต่อมาปรากฏว่าบริษัทนาครเขษมประสบปัญหาเลิกกิจการ สยามภาพยนตร์บริษัทจึงเข้าไปเช่าโรงภาพยนตร์ต่าง ๆ ของบริษัทนั้น จนเกือบจะผูกขาดกิจการค้าภาพยนตร์ของสยามตลอดรัชกาลที่ 6


ในรัชกาลที่ 7 ท่ามกลางเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ปี 2473 พระบาทสมเด็กพระปกเกล้าฯ มีพระราชประสงค์ให้สร้างโรงภาพยนตร์ทันสมัยใหญ่โตในยุคที่ภาพยนตร์เริ่มเปลี่ยนยุคจากหนังเงียบเป็นหนังเสียง เพื่อเป็นศรีสง่าและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจแก่ชาวสยามในโอกาสที่กรุงเทพมหานครจะเจริญยั่งยืนมาถึง 150 ปี ในปี 2475 พระราชทานชื่อ โรงศาลาเฉลิมกรุง และทรงตั้งบริษัทสหศีนิมาเพื่อดำเนินกิจการค้าภาพยนตร์ โดยรวมบริษัทพัฒนากรและบริษัทภาพยนตร์ควีนส์เข้ามาด้วย มีโรงภาพยนตร์ในเครือ 7 โรง คือ ศาลาเฉลิมกรุง ศาลาเฉลิมบุรี (สิงคโปร์เดิม)  ศาลาเฉลิมนคร (พัฒนารมณ์เดิม)  ศาลาเฉลิมธานี (นางเลิ้งเดิม)  ศาลาเฉลิมเวียง (บางลำพูเดิม)  ศาลาเฉลิมรัฐ และ ศาลาเฉลิมราษฎร์


ศาลาเฉลิมธานีดำเนินกิจการฉายภาพยนตร์อยู่คู่ตำบลตลาดนางเลิ้งนับตั้งแต่เปิดฉายวันที่ 18 ธันวาคม 2461 ในชื่อ นางเลิ้ง ของบริษัทพัฒนากร และในชื่อ ศาลาเฉลิมธานี ของบริษัทสหศีนิมา ตั้งแต่ปี 2476 จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ครอบครัวสกุลโชติวรรณเช่าทำเป็นโรงหนังชั้นสอง ซึ่งชาวบ้านย่านนี้เรียกชื่อติดปากว่าโรงหนังนางเลิ้ง จนหยุดกิจการเมื่อปี 2536 กลายเป็นโกดังเก็บของอยู่ระยะหนึ่ง


จุดเด่นของโรงหนังนี้คือ เป็นอาคารที่สร้างขึ้นมาสำหรับเป็นโรงหนังโดยตรงแบบที่เรียกว่าโรงหนังเดี่ยว รูปแบบอาคารโครงไม้ ผนังไม้ หลังคาสังกะสี ซึ่งเป็นแบบมาตรฐานของโรงมหรสพและโรงหนังในสยามมาตั้งแต่เริ่มแรกของยุคหนังเงียบ มีวงดนตรีเช่นแตรวงบรรเลงประกอบ มาจนยุคหนังเสียงได้มีการปรับปรุงผนังและฝ้าเพดานเพื่ออุ้มเสียง สามารถจัดฉายภาพยนตร์เสียงสืบเนื่องมาจนหยุดกิจการในยุคที่ความนิยมและความจำเป็นในการไปดูหนังที่โรงตกต่ำลง และเกิดมีโรงหนังที่หรูหราสะดวกสบายเกิดขึ้นในห้าง


ปัจจุบันโรงหนังศาลาเฉลิมธานีอยู่ในความดูแลของสำนักงานพระคลังข้างที่ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารโบราณสถานโดยกรมศิลปากร และได้รับการอนุรักษ์และบูรณะโครงสร้างและรูปแบบให้อยู่ในลักษณะใกล้เคียงกับเมื่อแรกสร้างเมื่อปี 2461 อันนับเป็นอาคารโรงหนังที่เก่าที่สุดที่เหลืออยู่ในประเทศไทย