ภาพยนตร์ ร.5 เสด็จ ฯ ยุโรป กับ หอภาพยนตร์ไทย

เขียนโดย โดม สุขวงศ์


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (1835-1910) เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป ครั้งที่ 1 เมื่อปี 1897 เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีและทอดพระเนตรความเป็นไปของประเทศต่าง ๆ 15 ประเทศในทวีปยุโรป ระหว่าง 7 เมษายน ถึง 16 ธันวาคม 1897 ได้แก่ อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย ฮังการี รัสเซีย โปแลนด์ สวีเดน เดนมาร์ค อังกฤษ เบลเยี่ยม เยอรมันนี ฮอลแลนด์ ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส 


ภาพ: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถ่ายเมื่อเสด็จประพาสยุโรป 1897 


ภาพยนตร์เป็นประดิษฐกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นในโลกเพียงปีเศษ ถ้านับจากวันที่ 28 ธันวาคม 1895 เมื่อบริษัทลูเมียร์แห่งเมืองลิยง นำภาพยนตร์ที่เรียกชื่อว่า ซินีมาโตกราฟ (Cinematograph) ออกเผยแพร่ที่กรุงปารีส และส่งช่างกับซินีมาโตกราฟของตนออกตระเวนไปถ่ายและจัดฉายภาพยนตร์ทั่วโลกในปีต่อ ๆ ไป



ภาพ: ทรงถ่ายรูปคู่กับ อดอล์ฟ ดอยเชอร์ ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ ที่ตำหนักวิลลาพลองฌง เจนีวา เมื่อ 27 พฤษภาคม 1897 ภาพจากหนังสือ “ร้อยปีสยาม-สวิตเซอร์แลนด์” โดย กระทรวงต่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงเบิร์น 1997


วันที่ 25 พฤษภาคม 1897 พระเจ้ากรุงสยามเสด็จฯ ถึงกรุงเบิร์น เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ มีรัฐพิธีรับเสด็จที่สถานีรถไฟ ประธานาธิบดีอดอล์ฟ ดอยเชอร์ (Adolf Deucher) (1831-1912) และเจ้าหน้าที่ระดับสููงของสวิตเซอร์แลนด์เฝ้ารับเสด็จที่ปะรำพิธี แล้วนำเสด็จโดยรถม้ามีกองทหารม้าเกียรติยศเป็นขบวนแห่จากสถานีไปยังโรงแรมเบิร์นเนอร์ฮอฟที่อยู่ไม่ห่างนัก ท่ามกลางประชาชนมาเฝ้าแหนจำนวนมากเต็มสองฝั่งถนน และมีผู้มาถ่ายรูปจำนวนมาก ดังความปรากฏในพระราชโทรเลขของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จากเมืองเจนีวา ลงวันที่ 26 พฤษภาคม ถึงสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี (1864-1919) พระบรมราชินีนาถ ที่กรุงเทพ ความตอนหนึ่งว่า 


“...เที่ยวดูเมือง คนในเมืองเบอนดูมากกว่าจำนวน 5-6 หมื่น เพราะคนนอกมามาก กล่องถ่ายรูปถ่ายเราเกือบร้อยครั้ง...”


สอดคล้องกับจดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรป ร.ศ. 116 ของ พระยาสฤษดิ์พจนกร (1865-1956) ราชเลขานุการ บันทึกความตอนหนึ่งว่า


“ ตามถนนสองฟาก ราษฎรพลเมืองมาชมพระบารมีแน่นยัดเยียดอย่างดูแห่กฐินกระบวนพยุหยาตราในกรุงเทพฯ มีคนมาถ่ายรูปเรียงรายไปทุกแห่งมากจนนับจะไม่ถ้วนเสียงดังแก๊ก ๆ ไปทั่ว...”


แต่ในบรรดาตากล้องนับร้อยนั้น มีอยู่รายหนึ่ง ชื่อ ฟรองซัว-อองรี ลาวานชี-คลาร์ค (Francois-Henry Lavanchy-Clarke) (1848-1922) ซึ่งมิได้ถ่ายรูปนิ่งตามปกติ แต่เขาถ่ายภาพยนตร์ด้วยกล้องซินีมาโตกราฟของบริษัทลูเมียร์ บันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ 2 ม้วน คือ ขบวนรถม้าพระที่นั่งระหว่างทางจากสถานีรถไฟไปยังโรงแรมเบิร์นเนอร์ฮอฟ 1 และเมื่อรถม้าพระที่นั่งถึงหน้าโรงแรมเบิร์นเนอร์ฮอฟอีก 1 นอกจากนี้เขายังถ่ายจุดเดียวกับม้วนที่ 1 แต่เมื่อรถม้าพระที่นั่งผ่านไปแล้วและผู้คนที่มาเฝ้าแหนพากันลงไปเดินเต็มถนน



ภาพ: รูปขบวนกองทหารม้าและรถม้าพระที่นั่งนำพระเจ้ากรุงสยามและประธานาธิบดีสวิส จากสถานีรถไฟกรุงเบิร์นไปโรงแรมเบิร์นเนอร์ฮอฟ เมื่อ 25 พฤษภาคม 1897 ภาพจากหนังสือ”ร้อยปีสยาม-สวิตเซอร์แลนด์”ฯ


วันที่ 30 พฤษภาคม 1897 ลาวานชี-คลาร์ค นำภาพยนตร์นั้นไปฉายถวายพระเจ้ากรุงสยามพร้อมพระราชโอรสและพระบรมวงศานุวงศ์ที่ตามเสด็จได้ทอดพระเนตร ที่โรงละครเล็ก ๆ ในบริเวณตำหนักวิลลาพลองฌงที่ประทับ ในสวนปาร์คเดสโซวิฟ เมืองเจนีวา หนังสือพิมพ์รายวันของเมืองบาเซิล Basler Nachrichten ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน 1897 ลงข่าวเหตุการณ์นี้ ในหัวข้อ 


ซีนีมาโตกราฟของลูเมียร์กับพระเจ้ากรุงสยาม ในวาระที่พระเจ้ากรุงสยามเสด็จประพาสกรุงเบิร์น ความตอนหนึ่งว่า 


“มีการบันทึกซินีมาโตกราฟบางเหตุการณ์เมื่อพระองค์เสด็จมาถึง ; ตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าแผ่นดิน, ทั้งหมดนี้ได้รับการล้างและฉายถวายพระองค์เป็นการพิเศษที่เจนีวา. การฉายจัดขึ้นที่โรงละครพลองฌงในเจนีวา. พระเจ้าแผ่นดินและพระบรมโอรสาธิราชประทับกลางโรง, แวดล้อมด้วยเจ้านายอื่น ๆ และเหล่าข้าราชบริพาร. เมื่อซินีมาโตกราฟแสดงตอนที่เสด็จถึงโรงแรมเบิร์นเนอร์ฮอฟ, กองทหารม้ากำลังควบมา, ฝูงชนพากันโยนหมวกของตน, บรรดาดอกไม้ถูกโปรยปรายลงมาจากหน้าต่างอาคาร, การถวายการรับเสด็จโดยประธานาธิบดีของสหพันธรัฐ, ฯลฯ ความตื่นตาและตื่นใจขึ้นสู่ขีดสูงสุด : เจ้าชายพากันกระโดดลิงโลดพระทัยและพระเจ้าแผ่นดินทรงขอให้ฉายซ้ำอีกครั้ง. เมื่อสิ้นสุดการแสดง, พระเจ้าแผ่นดินโปรดให้นายลาวานชี, ผู้จัดการทำผลงานนี้เข้าเฝ้า, ทรงขอบใจเขาอย่างเต็มพระทัย, และพระราชทานของมีค่า : หีบเล็ก ๆ ทำด้วยเงินชุบทอง, สลักลวดลายและจารึกพระปรมาภิไธย…” 


ภาพ: ภาพยนตร์ Berne: Arrivee du roi de Siam ถ่ายโดย ฟรองซัว-อองรี ลาวานชี-คลาร์ค ผู้ได้รับสิทธิ์จัดฉายและถ่ายซินีมาโตกราฟในสวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 25 พฤษภาคม 1897


ฟรองซัว-อองรี ลาวานชี-คลาร์ค (1848 - 1922) ชาวสวิส เกิดในเมืองมอร์เกส (Morges) ท้องถิ่นที่พูดภาษาฝรั่งเศสในครอบครัวทำเหล้าองุ่น เคยไปเรียนวิชากฏหมายในปารีส ซึ่งเวลานั้นเกิดสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ในปี 1870 จึงสมัครเป็นอาสาพยาบาลในองค์การกาชาดสากล ช่วยเหลือทหารฝรั่งเศสที่บาดเจ็บกลับมาจากสงคราม ได้เห็นความทุกข์ยากของทหารที่พิการ และหันมาสนใจศาสนาและสมัครเข้าเป็นมิชชันนารี ปี 1872 เขาเดินทางไปอีจิปต์ อาศัยอยู่ที่ไคโร และเริ่มอุทิศตัวทำงานช่วยเหลือคนพิการตาบอดอย่างจริงจัง จนได้เป็นผู้แทนประเทศอีจิปต์ใปประชุมนานาชาติเกี่ยวกับการช่วยเหลือคนตาบอดและหูหนวกที่เวียนนาในปี1873 และกลายเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในวงการนี้ระดับนานาชาติ ได้เดินทางไปทั่วยุโรป เขาก่อตั้งศูนย์ฝึกอาชีพคนตาบอดขึ้นที่ปารีสในปี1881 และตั้งโรงงานผลิตสินค้าโดยใช้คนพิการเป็นแรงงาน ลาวานชีมีหัวการค้า ทำธุรกิจหลายอย่างเพื่อหารายได้มาสนับสนุนกิจกรรมการกุศลของเขา เช่นลงทุนกิจการโรงงานชอคโกเล็ต ผลิตตู้หยอดเหรียญขายชอคโกเล็ตซึ่งจะวางตามสถานีรถไฟที่เขามีหุ้นส่วน ต่อมาได้เป็นตัวแทนจำหน่ายสบู่ซันไลท์ของบริษัทลีเวอร์บราเดอร์แห่งอังกฤษในสวิตเซอร์แลนด์ เขามีหัวการตลาดและการโฆษณา ได้คิดริเริ่มวิธีการส่งเสริมการขายสบู่ เช่นจัดแข่งขันซักผ้าระดับนานาชาติด้วยสบู่ซันไลท์ ประกวดบทความหนังสือพิมพ์ที่เขียนถึงการประกวด ฯลฯ 


ลาวานชีเข้ามาสนใจการประดิษฐ์ภาพยนตร์ เพราะในช่วงทศวรรษของปี 1890 มีการแข่งขันกันประดิษฐ์ภาพยนตร์หลายราย ลาวานชีสนับสนุน ฌอร์ฌ เดอเมิง (Georges Demeny) (1850-1917) ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยของ เอเตียง จูลส์ มาเรย์ (Etienne Jules Marey) (1830-1904) นักวิทยาศาสตร์และนักสรีวิทยาชาวฝรั่งเศสผู้ประดิษฐ์การถ่ายภาพลำดับต่อเนื่องที่เรียกชื่อว่า โครโนโฟโตกราฟ (Cronophotograph) เดอเมิงจดสิทธิบัตรกลไกสำคัญของการถ่ายภาพเคลื่อนไหวแบบของเขา และพยายามเสนอผลงานให้พี่น้องลูเมียร์ซึ่งกำลังประดิษฐ์ภาพยนตร์เช่นกัน แต่ หลุยส์ ลูเมียร์ (louis lumiere) (1864-1948)ไม่สนใจเพราะคิดค้นกลไกของตนสำเร็จแล้ว ลาวานชีร่วมก่อตั้งบริษัทโฟโนสโกปแห่งฝรั่งเศสของเดอเมิงในปี 1894 ซึ่งหวังจะผลิตกล้องถ่ายและฉายโฟโนสโกปออกจำหน่าย แต่ไม่ประสพความสำเร็จ


ภาพ: ลาวานชี-คลาร์ค กับกล้องซินีมาโตกราฟ (ซ้าย) ลาวานชี-คลาร์ค วัยหนุ่มเมื่อเป็นอาสากาชาดสากล (กลาง) ลาวานชี-คลาร์ค กับกล้องซึ่งอาจเป็นซินีมาโตกราฟ กับ บุตร


ลาวานชีรู้จักกับ อองตวน ลูเมียร์ (Antoine Lumiere) (1840-1911) และรับรู้เรื่องที่อองตวนให้ลูกชายทั้งสองคิดประดิษฐ์ภาพยนตร์ เขาอ้างว่าได้อยู่ร่วมในวันที่อองตวนและ เคลมองท์ มัวรีส์ (Clemont Maurice) (1853-1933) เพื่อนนักถ่ายภาพพากันไปดูร้านคิเนโตสโกปของเอดิสันในกรุงปารีสเมื่อปี 1894 และอองตวนเกิดความคิดที่จะประดิษฐ์ภาพยนตร์บ้าง ลาวานชียังอ้างว่าเขามีส่วนเสนอแบบสำหรับป้องกันการปลอมซินีมาโตกราฟแก่ลูเมียร์ 


ปี 1896 มีการจัดงานใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ คือ นิทรรศการแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ขึ้นในเจนีวา ระหว่าง 1 พฤษภาคม - 18 ตุลาคม ลาวานชี-คลาร์ค ได้รับสิทธิ์สร้างศาลาแสดงสินค้าสบู่ซันไลท์ของเขาในส่วนของสวนสนุกในงานนิทรรศการ ศาลาของเขาทำเป็นอาคารในรูปแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น ชื่อ Divan des Fées หรือวังแห่งเทพธิดา ซึ่งจะจัดแสดงการละเล่นหลากหลายอย่าง เก็บค่าผ่านประตู แต่ที่สำคัญคือจะแสดงภาพยนตร์ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมใหม่เอี่ยมของโลกขณะนั้น เขาสามารถตกลงกับบริษัทลูเมียร์ จนได้เป็นตัวแทนของซีนีมาโตกราฟแต่เพียงผู้เดียวในสวิตเซอร์แลนด์ เขาได้รับซินีมาโตกราฟมา 3 เครื่อง และได้เป็นชาวสวิสคนแรกที่ฉายซินีมาโตกราฟของลูเมียร์ในสวิตเซอร์แลนด์ และยังถ่ายซินีมาโตกราฟในสวิตเซอร์แลนด์ออกฉายเองในศาลานี้ด้วย โดยในระยะแรกช่างซินีมาโตกราฟคนสำคัญของบริษัทลูเมียร์ คือ อเล็กซานเดร์ โพรมิโอ (Alexandre Promio) (1868-1926) เป็นผู้เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในเจนีวาในช่วงเปิดงานนิทรรศการแห่งชาติเดือนพฤษภาคม 1896 ซึ่งภาพยนตร์เหล่านี้มักจะมีตัวลาวานชี-คลาร์ค ปรากฏตัวอยู่ในภาพยนตร์เสมอ หลังจากนั้นลาวานชี-คลาร์ค กับน้องชาย คือ อีมิล ลาวานชี (Emile Lavanchy) (1857-1923) จะเป็นช่างถ่ายเอง


ภาพ: ใบปิดโฆษณาศาลา “วังเทพธิดา” ของลาวานชี-คลาร์ค ในงานนิทรรศการแห่งชาติ เจนีวา 1896 และภาพจากภาพยนตร์ซินีมาโตกราฟของบริษัทลูเมียร์ ที่ถ่ายโดย โพรมิโอ จะเห็นใบปิดโปรแกรมฉายซินีมาโตกราฟติดอยู่บนเสา


อย่างไรก็ดี ในนิทรรศการแห่งชาติ ยังมีศาลาที่มีผู้จัดแสดง คิเนโตสโกป ของ โทมัส อัลวา เอดิสัน (1847-1931) อยู่ไม่ไกลกันด้วย ผู้ที่เป็นตัวแทนคือ คาสิมีร์ สิวาน (Casimir Sivan) (1850-1916) เขาเป็นชาวเมืองเจนีวาช่างทำนาฬิกาและช่างกลไกอัตโนมัติ ทั้งเป็นผู้ร่วมจดสิทธิบัตรกล้องถ่ายและเครื่องฉายภาพยนตร์ของตนเองด้วย สิวานได้เริ่มถ่ายภาพยนตร์ในสวิตเซอร์แลนด์พร้อม ๆ กับลาวานชี จึงควรเป็นอีกหนึ่งบุคคลผู้บุกเบิกภาพยนตร์ของสวิตเซอร์แลนด์


ลาวานชี เป็นผู้ใช้ภาพยนตร์เพื่อส่งเสริมการขายสินค้าเป็นรายแรกของโลก ทั้งโดยตรง คือให้ครอบครัวของเขาซักผ้าด้วยสบู่ซันไลท์ และโดยแฝงคือจงใจติดป้ายโฆษณาสบู่ไว้ในสถานที่หรือเหตุกาณ์ที่จะถ่ายภาพยนตร์ แม้แต่ในภาพยนตร์เหตุการณ์พระเจ้ากรุงสยามเสด็จฯกรุงเบิร์นก็ไม่พ้น และระหว่างและหลังจากงานนิทรรศการแห่งชาติ ลาวานชีตระเวนไปฉายซินีมาโตกราฟทั่วสวิตเซอร์แลนด์ มีการให้เด็ก ๆ นำชิ้นส่วนของสบู่ซันไลต์มาแทนตั๋วดูหนังได้ฟรี ผู้ใหญ่ก็สามารถตัดชิ้นส่วนจากเอกสารโฆษณามาดูได้ 


ลาวานชี พบรักกับ สตรีชาวอังกฤษ เจนนี อลิซาเบธ คลาร์ค (Jenny Elisabeth Clarke) (1856-1938) ซึงเมื่อแต่งานกันแล้ว เขานำสกุลของภรรยามาใช้ควบคู่ด้วย ภรรยาและลูก ๆ ของเขามักจะปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ของเขา ในบั้นปลายชีวิต ลาวานชีและครอบครัวย้ายไปอาศัยอยู่ที่เมืองคานส์ ฝรั่งเศส และเสียชีวิตเมื่อปี 1922


ปี 1994 แจค ลาวานชี (Jack Lavanchy) (1929-2016) เหลนคนหนึ่งของเขา พบฟิล์มภาพยนตร์ในบ้านที่เมืองคานส์ 150 กว่าม้วน และบริจาคให้หอภาพยนตร์แห่งชาติ ฝรั่งเศส เพื่อการอนุรักษ์ และพบว่าในจำนวนนี้ประมาณ 40 เรื่อง เป็นภาพยนตร์ที่ไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์ที่บันทึก ร.5 เสด็จเบิร์นอีก 2 ม้วน


ภาพ: หนังสือพิมพ์ มิตรประชา ของกรุงเบิร์น ฉบับ 4 มิถุนายน 1897 ลงข่าวลาวานชี-คลาร์ค นำซินีมาโตกราฟไปฉายถวายพระเจ้ากรุงสยาม


การค้นพบภาพยนตร์ พระเจ้ากรุงสยามเสด็จกรุงเบิร์น (Bern : Arrivee du Roi de Siam) และการนำมาสู่ประเทศไทย


ปี 1982 ในช่วงเวลาแห่งการรณรงค์เพื่อให้เกิดหน่วยงานทำหน้าที่อนุรักษ์ภาพยนตร์ขึ้นในประเทศไทย โดม สุขวงศ์ หนึ่งในคณะทำงานนี้ที่ แผนกวิชาช่างภาพ วิทยาลัยเท็คนิคกรุงเทพ เกิดความคิดว่าถ้าหากเรามีภาพยนตร์ที่ถ่ายเห็น ร.5 น่าจะสร้างความตื่นเต้นและสนับสนุนการรณรงค์ให้สำเร็จ จึงคิดว่าภาพยนตร์เกิดในราวปี 1895 โดยพี่น้องลูเมียร์แห่งฝรั่งเศส ร.5เสด็จประพาสฝรั่งเศสและยุโรปหลายประเทศในปี 1897 น่าจะมีการถ่ายภาพยนตร์ไว้บ้าง จึงค้นคว้าและพบหนังสือชื่อ Louis Lumiere โดย Georges Sadoul พิมพ์เมื่อปี 1964 ในห้องสมุดสมาคมฝรั่งเศส กรุงเทพ และเมื่อตรวจดูบัญชีรายชื่อภาพยนตร์กว่าพันเรื่องของพี่น้องลูเมียร์ พบว่าเรื่องที่หมายเลข 786 ชื่อ Bern : Arrivee du Roi de Siam ถ่ายในปี 1897 น่าจะเป็นการบันทึกเมื่อ ร.5 เสด็จถึงกรุงเบิร์น จึงทำจดหมายสอบถามไปยังหอภาพยนตร์แห่งชาติ ฝรั่งเศส (Centre National du cinema et l’image animee) ได้รับคำตอบว่า มีฟิล์มนี้อยู่จริง แต่สภาพชำรุด ยังไม่สามารถทำสำเนาได้และต้องได้รับอนุญาตจากบุคคลที่ถือสิทธิ์ก่อน คณะทำงานได้ทำจดหมายขออนุญาตไป แต่ไม่ได้รับการตอบ จึงค้างคาไว้


ต่อมา ระหว่างกำลังดำเนินการจัดตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติในปี 1984 ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์แห่งชาติ ฝรั่งเศส ฟรานซ์ ชมิตต์ (Frantz Schmitt) ซึ่งได้รับการประสานจาก แอนนา-เลนา วิบุม (Anna-Lena Wibom) ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์สวีเดน (Filmarkivet.se Swedish Film Institute) ได้ทำสำเนาฟิล์ม พระเจ้ากรุงสยามเสด็จถึงกรุงเบิร์น ไปมอบเป็นของขวัญแก่ ทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ รองอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งเป็นผู้แทนไทยไปร่วมประชุมใหญ่ประจำปีของสมาพันธ์หอภาพยนตร์ระหว่างชาติ ที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย เมื่อเดือนเมษายน 1984 

ภาพ: หนังสือ Louis Lumiere โดย Georges Sadoul 1963 (บนขวา) ต้นเหตุการค้นพบว่ามีภาพยนตร์บันทึกพระเจ้ากรุงสยามเสด็จประพาสยุโรป 1897 นำไปสู่การค้นหาและการได้รับมอบฟิล์มดังกล่าวสู่ประเทศไทย โดย แอนนา-เลนา วิบุม ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์สวีเดน (กลาง) ประสานให้ ฟรานต์ซ ชมิตต์ ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (ขวา) นำสำเนาฟิล์มไปมอบแก่ ทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ (คนนั่งกลาง รูปล่าง) ผู้แทนประเทศไทยไปประชุมประจำปี สมาพันธ์หอภาพยนตร์ระหว่างชาติ ที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย 1984


ภาพยนตร์นี้เมื่อมีการค้นพบและนำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย ได้รับการนับถือว่าเป็นภาพยนตร์ม้วนแรกสุดที่ถ่ายเกี่ยวกับคนไทย


แต่จากหลักฐานในเอกสารหนังสือพิมพ์ในสวิตเซอร์แลนด์ ที่รายงานว่าลาวานชี-คลาร์คได้นำซินีมาโตกราฟที่ถ่ายการเสด็จฯประพาสกรุงเบิร์นไปฉายถวายทอดพระเนตร มีภาพเหตุการณ์รับเสด็จที่สถานีรถไฟกรุงเบิร์น ภาพขบวนรถม้าพระที่นั่งผ่านไปในถนน และขบวนรถม้าเสด็จถึงโรงแรมเบิร์นเนอร์ฮอฟ แสดงว่ามีการถ่ายมากกว่าม้วนที่หอภาพยนตร์ไทยได้รับมาเมื่อปี 1984 ดังนั้น ปี 2026 หอภาพยนตร์(องค์การมหาชน)จึงติดต่อกับศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ ฝรั่งเศส สอบถามและขอทำสำเนาภาพยนตร์เกี่ยวกับ ร.5 เสด็จฯ เบิร์น นอกเหนือจากที่มีอยู่แล้ว 


จึงพบว่า ภาพยนตร์ของลาวานชี-คลาร์ค ที่ทายาทได้บริจาคให้ศูนย์ภาพยนตร์ ฯ เมื่อปี 1994 นั้น มีเกี่ยวกับกรณี ร.5 เสด็จเบิร์นอยู่อีก 2 ม้วน ม้วนหนึ่ง ลาวานชี-คลาร์ค ได้ถ่ายเหตุการณ์ตรงมุมถนนคริสตอฟเฟิลเข้าสู่ถนนบุนเดิสกาสเซอ มุมเดียวกับที่ถ่ายขบวนรถม้าพระที่นั่งเสด็จฯผ่านกล้องที่หอภาพยนตร์ไทยได้รับมาก่อนแล้ว แต่เป็นเวลาหลังจากขบวนแห่รถม้าพระที่นั่งผ่านไปแล้ว ให้เห็นมวลหมู่คนจำนวนมากนับพันที่มาเฝ้ารับเสด็จพากันเดินเต็มท้องถนน ซึ่งเดาว่าลาวานชีพยายามถ่ายให้เห็นหน้าตาผู้คนบนท้องถนนให้มากที่สุด เพื่อดึงให้คนเหล่านั้นไปดูหนังและพาเพื่อน ๆ ญาติโกหิกาไปดู และจะได้เห็นป้ายโฆษณาสบู่ซันไลท์ ที่เขานำไปติดตั้งอยู่ที่มุมอาคาร แต่อยู่ไกลเกินจะสะดุดตา และอีกม้วนหนึ่ง ถ่ายที่หน้าโรงแรมเบิร์นเนอร์ฮอฟ แต่ไม่ใช่เมื่อขบวนรถม้าพระที่นั่งเสด็จถึง หากเป็นเมื่อเสด็จออกจากโรงแรม และเห็นพระองค์ไม่ถนัด และภาพกระโดด ไม่ทราบว่าเพราะฟิล์มชำรุดหายไป หรือเกิดกลไกติดขัดขณะเดินกล้องถ่าย


ภาพ: กล่องบรรจุฟิล์มภาพยนตร์ พระเจ้ากรุงสยามเสด็จกรุงเบิร์น ที่ได้รับมอบ


หลังจากนั้น ลาวานชี-คลาร์ค ได้นำภาพยนตร์บันทึกการเสด็จฯเยือนสวิตเซอร์แลนด์ที่เขาถ่ายออกฉายประกอบในรายการฉายภาพยนตร์ซินีมาโตกราฟอื่น ๆ ของบริษัทลูเมียร์ไปตามเมืองต่าง ๆ ทั่วสวิตเซอร์แลนด์ แต่ที่น่าสังเกตคือ ประกาศแจ้งความของลาวานชี-คลาร์ก ในหนังสือพิมพ์รายวัน Aargauer Nachrichten ซึ่งแจ้งโปรแกรมแสดงซินีมาโตกราฟวันที่ 21 ตุลาคม 1897 ได้ระบุรายการฉายหมายเลข 12–14 เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับการเสด็จฯของพระเจ้ากรุงสยาม ดังนี้ 12. การเสด็จมาถึงของกษัตริย์สยาม ณ กรุงเบิร์น 13. การเสด็จลงจากโรงแรมของกษัตริย์สยาม ณ เบิร์น 14. การเสด็จออกเดินทางไปแซร์มัทของกษัตริย์สยาม 


ภาพยนตร์หมายเลข 14 ในโปรแกรมนี้ แสดงว่าลาวานชี-คลาร์ค ได้ถ่ายเหตุการณ์ที่พระเจ้ากรุงสยามเสด็จฯประพาสแหล่งท่องเที่ยวทิวทัศน์ภูเขาของสวิส ซึ่งตามจดหมายเหตุได้เสด็จถึงสามวัน คือ วันที่ 26 พฤษภาคม เสด็จฯประพาสภูเขามองสะเลฟโดยรถรางไฟฟ้า และวันที่ 28-29 พฤษภาคม เสด็จฯพร้อมกับประธานาธิบดีสวิส ประพาสเมืองอินเตอร์ลาเกนเพื่อเสด็จทางรถไฟประพาสแหล่งท่องเที่ยวภูเขาต่าง ๆ อันลือชื่อของสวิส อย่างไรก็ดี เมื่อตรวจดูภาพยนตร์ต่าง ๆ ที่ลาวานชีถ่ายจากทางรถไฟในแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้จำนวนหนึ่ง ยังไม่พบว่ามีพระเจ้ากรุงสยามปรากฏในภาพยนตร์นั้น



ปัจจุบัน หอภาพยนตร์ ฯ จึงมีภาพยนตร์เกี่ยวกับ ร.5 เสด็จกรุงเบิร์น 3 ม้วน คือ


ภาพยนตร์ พระเจ้ากรุงสยามเสด็จกรุงเบิร์น (Bern : Arrivee du Roi de Siam) เป็นฟิล์ม 35 มม. ขาวดำ ยาว 53 ฟุต(ราว17เมตร) กินเวลาฉาย 53 วินาที (อัตรา 16 ภาพต่อวินาที)


ภาพยนตร์ ฝูงชนหลังพระเจ้ากรุงสยามผ่านไปแล้ว (La Foule après le passage du cortège officiel du roi de Siam) เป็นไฟล์ดิจิทัล กินเวลาฉาย 32 วินาที


ภาพยนตร์ รถม้าพระที่นั่งพระเจ้ากรุงสยามเสด็จออกจากโรงแรมเบอร์นเนอร์ฮอฟ ( Départ de calèches avec le roi de Siam) เป็นไฟล์ดิจิทัล กินเวลาฉาย 33 วินาที


ภาพ: วิลลาพลองฌง (รูปซ้าย) คือคฤหาสน์ที่อยู่ในสวนปาร์กเดสโซวิฟ เมืองเจนีวา ซึ่งพระเจ้ากรุงสยามเช่าไว้เป็นที่ประทับระหว่างเสด็จประพาสสวิตเซอร์แลนด์ รูปนี้ถ่ายจากด้านหลังอาคาร ซึ่งฝั่งตรงข้ามจะเป็นที่ตั้งโรงละครเล็ก ๆ (รูปขวา) ซึ่งลาวานชี-คลาร์ค นำซินีมาโตกราฟที่เขาถ่ายพระเจ้ากรุงสยามเสด็จถึงกรุงเบิร์นสองสามม้วนมาจัดฉายถวายทอดพระเนตร เมื่อเย็นวันที่ 30 พฤษภาคม 1897 


การค้นพบและการกลับมาของ หีบถมทอง และสร้อยพดด้วงทองคำปริศนา


ปี 1997 กระทรวงการต่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมมือกับ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงเบิร์น ได้จัดพิมพ์หนังสือ ร้อยปีสยาม-สวิตเซอร์แลนด์ (Siam-Swiss Centenary : The Growth of a Friendship) เพื่อเฉลิมฉลองวาระร้อยปีพระเจ้ากรุงสยามเสด็จเยือนสวิตเซอร์แลนด์ ในหนังสือนี้ หน้า 34 ได้ลงข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า 


“Francois - Henri Lavanchy - Clarke , one of the first film makers of Switzerland, filmed the welcoming ceremony showing the Royal procession with the King seated in the carriage waving to the crowd. This brief film sequences, still existing, is now a precious document of the early film history. 



ภาพ: ภาพประกอบและข้อมูลหีบเงินถมทองที่พระเจ้ากรุงสยามพระราชทาน ลาวานชี-คลาร์ค จากหนังสือ “ร้อยปีสยาม-สวิตเซอร์แลนด์ 1997


และหน้า 61-63 ได้ลงข้อความภาษาอังกฤษแปลได้ว่า


“วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 1897 ตอนเย็น ลาวานชี- คลาร์ค ไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินที่ตำหนักวิลลาพลองฌงเพื่อฉายภาพยนตร์ที่ได้บันทึกเหตุการณ์ระหว่างเสด็จประพาสกรุงเบิร์น กล่าวกันว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดมากและขอให้ฉายอีกครั้ง พระองค์ยังได้พระราชทานหีบใบเล็ก ๆ ของสยามแก่ผู้ถ่ายภาพยนตร์ด้วย วันอังคารต่อมาได้มีการฉายภาพยนตร์นี้สู่สาธารณชนในเมืองบาเซิลด้วย” 


หนังสือได้ตีพิมพ์รูปถ่ายสีของหีบพระราชทานนั้นสองรูป และระบุว่าหีบนี้เป็นของ แจค ลาวานชี ซึ่งเป็นเหลน และอาศัยอยู่ที่ เฮตลิงเงน รัฐซูริค



ภาพ: บริจิตต์ เพาโลวิตซ์ และ ฮันส์มาร์ติน ซีเกอริสต์ ผู้ประสานงานจน ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เดินทางไปรับมอบที่สวิตเซอร์แลนด์ ภาพจากหอภาพยนตร์(องค์การมหาชน



ปี 2025 บริจิตต์ เพาโลวิตซ์ (Brijitte Paulowitz) นักอนุรักษ์ภาพยนตร์ชาวออสเตรียซึ่งเคยมาอาสาทำงานที่หอภาพยนตร์ไทย ส่งอีเมล์ถึง ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์(องค์การมหาชน) สรุปความว่า ครอบครัวของลาวานชี ได้บริจาคสิ่งของสมบัติต่าง ๆ ของลาวานชี แก่พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ในสวิตเซอร์แลนด์ และปรากฏว่ามีหีบเล็ก ๆ ใบหนึ่งที่ ร. 5 พระราชทาน ซึ่งผู้ดูแลสิ่งของยังไม่ตัดสินใจว่าควรจะมอบให้พิพิธภัณฑ์ใด บริจิตต์จึงถามว่าหอภาพยนตร์สนใจหรือไม่ หากสนใจขอให้ติดต่อ ฮันสมาร์ติน ซีเกอริสต์ (Hansmartin Siegrist) นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์และนักทำสารคดีซึ่งศึกษาจนเขียนหนังสือและทำหนังสารคดีเกี่ยวกับลาวานชี คลาร์ค อย่างจริงจัง จะเป็นผู้ประสานงานให้ ชลิดาจึงติดต่อกับฮันส์มาร์ติน ที่สุดทายาทผู้ดูแลหีบเล็ก ๆ ใบนี้คือ เจอร์ก และ รูธ บีลิ (Jurg & Ruth Beeli) แห่งเมืองเฮตลิงเงน ตกลงใจบริจาคแก่หอภาพยนตร์ไทย และมอบผ่านให้ฮันส์มาร์ติน ซึ่งเขาพบว่าในหีบยังมีสร้อยทองเส้นสั้น ๆ ไม่ทราบว่าของใครบรรจุอยู่ด้วย ชลิดาจึงเดินทางไปรับมอบของด้วยตนเองจากมือฮันส์มาร์ตินที่สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2026 เมื่อนำกลับมาถึงหอภาพยนตร์ จึงตรวจพบว่าสร้อยที่อยู่ในหีบนั้นเป็นสร้อยทำด้วยพดด้วงทองคำขนาดต่าง ๆ ร้อยไว้ด้วยกัน มีทั้งพดด้วงตรากงจักรและมงกุฎ จึงเห็นว่าเป็นของไทยและน่าจะเป็นของขวัญที่ ร.5 พระราชทานลาวานชีพร้อมกับหีบ แม้ว่าจะไม่ปรากฏในข่าวหนังสือพิมพ์ที่อ้างถึง


ภาพ: แจค ลาวานชี เหลนของลาวานชี-คลาร์ค(ซ้าย) ผู้รับมรดกหีบพระราชทาน และมอบให้ เจอร์ก กับ รูธ บีลิ (ขวา) เป็นผู้ดูแลต่อมา และสุดท้ายทั้งสองตัดสินใจมอบแก่หอภาพยนตร์ไทย 


การค้นพบภาพยนตร์ พระเจ้ากรุงสยามเสด็จถึงกรุงสต็อกโฮล์ม (The Arrival of King of Siam in Stockholm) 1897 และการนำมาสู่ประเทศไทย


ต่อมา ปี 1983 โดม สุขวงศ์ ได้รับเชิญไปสังเกตการประชุมใหญ่ประจำปีของสมาพันธ์หอภาพยนตร์ระหว่างชาติ ซึ่งหอภาพยนตร์สวีเดน เป็นเจ้าภาพ จึงเกิดความคิดว่า ร.5 เสด็จประพาสสวีเดนในครั้งนั้นเช่นกัน บางทีอาจจะมีใครถ่ายภาพยนตร์ไว้บ้าง จึงลองค้นหนังสือ จดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรป ร.ศ. 116 โดย พระยาสฤษดิ์พจนกร ในหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี ซึ่งเป็นฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร ร.ศ. 126 โดยไม่คาดคิด ในรายละเอียดของวันที่ 14 กรกฎาคม วันที่สองขณะเสด็จในสวีเดน พบข้อความจดหมายเหตุว่า 


“...แล้วมาทอดพระเนตรในส่วนหนึ่งของเอกสะหิบิชันที่ทำเปนกรุงสตอคโฮมอย่างเก่า โรงหนังเชิดด้วยฉายแสงไฟฟ้าเรียกว่า ซินโนโมโตกราฟ เปนภาพเรื่องรับเสด็จพระราชดำเนิน เมื่อเวลาถึงท่าน่าวังกรุงสตอคโฮม…”


(หากค้นในเอกสารจดหมายเหตุ ฉบับตัวพิมพ์ดีด จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่ยังมิได้ตีพิมพ์เป็นเล่ม จะพบว่าใช้ข้อความต่างกัน คือ ในจดหมายเหตุ ใช้ความว่า “...โรงหนังเชิดในแสงฉายไฟฟ้า…”)


ภาพ: พระเจ้ากรุงสยาม และ พระเจ้ากรุงสวีเดนและนอร์เวย์ 1897 


และเพื่อตรวจสอบให้แน่ชัด จึงค้นเพิ่มในหนังสือ พระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชทานแด่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี ในเวลาที่ทรงสำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ. 2440 พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2463 ได้พบว่าในพระราชหัตถเลขาฉบับลงวันที่ 14 กรกฏาคม ร.ศ. 116 มีความประโยคหนึ่งว่า


“...มาถึงท่าโดดขึ้นมารับที่ท่าอีกครั้ง ๑ มีหนังฝรั่งมันถ่ายรูปไว้ดีมาก…”


น่าสังเกตว่า ทั้งในจดหมายเหตุ และ พระราชหัตถเลขา ไม่กล่าวถึงภาพยนตร์หรือหนังฝรั่งที่เบิร์นซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ราวเดือนเศษเลย คงระบุตรงกันแต่ว่ามีคนมาถ่ายรูปกันมากนับร้อย


เมื่อไปถึงสวีเดน จึงได้สอบถามเจ้าหน้าที่หอภาพยนตร์สวีเดน ที่สต๊อกโฮล์ม ไม่มีใครทราบเกี่ยวกับภาพยนตร์นี้ และตรวจแล้วไม่พบว่ามีเก็บที่หอ แต่เจ้าหน้าที่แนะนำว่าในสวีเดนยังมีหน่วยงานอื่นเก็บรักษาภาพยนตร์ ที่สุดทางหอภาพยนตร์สวีเดนจึงค้นพบว่ามีฟิล์มภาพยนตร์บันทึก ร.5 เสด็จถึงกรุงสต๊อกโฮล์ม ได้รับการเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุโทรทัศน์สวีเดน และหอภาพยนตร์สวีเดน โดย แอนนา-เลนา วิบุม (Anna-Lena Wibom) ผู้อำนวยการ ได้ขอทำสำเนามอบเป็นของขวัญแก่คณะทำงานรณรงค์เพื่อให้เกิดหน่วยงานอนุรักษ์ภาพยนตร์


ภาพ: แอนนา-เลนา วิบุม ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ สวีเดน ผู้มอบฟิล์มภาพยนตร์


ได้มีพิธีมอบฟิล์มภาพยนตร์นี้ เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 1984 ที่ห้องเจ้าพระยา โรงแรมโอเรียนเตล โดย นิลส์-โอลอฟ ฮาสสเลฟ (Nils-Olov hasslev)เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย มอบฟิล์มแด่ ชวน หลีกภัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ


น่าสนใจว่า ภาพยนตร์พระเจ้ากรุงสยามเสด็จเบิร์น ม้วนนี้ปรากฏอยู่ในทะเบียนบัญชีของบริษัทลูเมียร์ หมายเลข 786 ในขณะที่ภาพยนตร์ กษัตริย์จุฬาลงกรณ์เสด็จสต็อกโฮล์ม (ซึ่งเอกสารบางฉบับอาจเรียกชื่อต่าง ๆ กัน เช่น พระเจ้ากรุงสยามเสด็จขึ้นฝั่งที่ท่าลอร์การ์ด) ไม่ปรากฏในบัญชีบริษัทลูเมียร์เลย และน่าสังเกตว่าทั้งสองม้วนนี้ถ่ายโดยช่างถ่ายหนังที่มิได้เป็นช่างจากบริษัทลูเมียร์โดยตรง 


เมื่อตรวจดูฟิล์มภาพยนตร์ กษัตริย์จุฬาลงกรณ์เสด็จสต็อกโฮล์ม ที่ได้รับมอบมาจากหอภาพยนตร์สวีเดน พบว่าหลังจากภาพเหตุการณ์เรือพระที่นั่งที่พระเจ้ากรุงสวีเดนไปรับพระเจ้ากรุงสยามเข้าเทียบท่าและทั้งสองพระองค์เสด็จขึ้นท่าแล้ว ฟิล์มยังต่อด้วยภาพเหตุการณ์รถม้าพระที่นั่งในขบวนทหารม้าเกียรติยศเคลื่อนผ่านไปในถนนอีก 2 ฉาก ซึ่งทางหอภาพยนตร์สวีเดนระบุว่าเป็นรถม้าพระที่นั่งซึ่งพระเจ้ากรุงสวีเดนและพระเจ้ากรุงสยามประทับจากท่าเรือไปยังพระราชวังหลวง แต่ความที่ภาพยนตร์เพิ่งแรกเกิด ผู้ถ่ายยังไม่รู้ว่าผลของสิ่งที่ถูกถ่ายเคลื่อนไหวในอัตราเร็วไม่สัมพันธ์กับอัตราการถ่าย สิ่งที่ถูกถ่ายกำลังเคลื่อนไหวนั้นจะพร่าเลือน เห็นไม่ถนัดชัดเจน จึงสังเกตไม่ถนัดว่าเป็นใคร แต่เชื่อได้ว่าเป็นขบวนรถม้าพระที่นั่งจริง และน่าจะเป็นสองเหตุการณ์ คือจากท่าเรือไปยังพระราชวังเวลาราวเที่ยงวันของวันที่ 13 กรกฎาคม 1897 ส่วนอีกเหตุการณ์หนึ่งอาจจะเป็นเหตุการณ์เสด็จจากพระราชวังหลวงไปทอดพระเนตรโรงเอกสะฮิบิชันในบ่ายวันนั้น


ภาพ: จากภาพยนตร์ พระเจ้ากรุงสยามเสด็จกรุงสต๊อกโฮล์ม อีกสองฉาก เป็นเหตุการณ์รถม้าพระที่นั่งสองสถานที่


คาร์ล เออร์เนสต์ โอลิเวอร์ ฟลอร์แมน (Carl Ernest Oliver Florman) (1862-1952 ) ช่างถ่ายภาพยนตร์ชาวสวีเดนคนแรก


เออร์เนสต์ ฟลอร์แมน เป็นบุตรของ โกสตา ฟลอร์แมน (Gosta Florman) (1831-1900) ช่างถ่ายภาพนิ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของสวีเดน และมีร้านถ่ายภาพของตนเองในกรุงสต๊อกโฮล์มและเป็นช่างภาพประจำราชสำนัก ต่อมาลูกชายได้เป็นช่างถ่ายภาพและดูแลร้านสาขาของบิดาในต่างจังหวัด 


ภาพ: ใบปิดโฆษณางาน เอ๊กซ์โป สต๊อกโฮล์ม 1897 (ซ้าย) และรูปโปสการ์ด บริเวณงาน  


ปี 1897 สวีเดนจัดงานใหญ่ระดับโลกชื่อ งานแสดงศิลปและอุตสาหกรรม สต็อกโฮล์ม (Art and Industry Exposition in Stockholm) ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 3 ตุลาคม 1897 หนึ่งในความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ถูกนำเสนอในงานนี้คือประดิษฐกรรมภาพยนตร์ โดย นูมา ปีเตอร์สัน (Numa Peterson) (1837-1902) เภสัชกรซึ่งเป็นเจ้าของกิจการค้าและผลิตสินค้าหลายอย่าง โดยเฉพาะเขาเป็นผู้ค้าขายสินค้าเกี่ยวกับการถ่ายรูปรายแรกของสวีเดน บริษัทของเขาได้รับสิทธิ์พิเศษในการจัดฉายภาพยนตร์ของบริษัทลูเมียร์ในสวีเดน และได้ตั้งศาลาแสดงสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งซีนีมาโตกราฟในงานศิลปและอุตสาหกรรมนี้ เฉพาะส่วนที่จัดฉายภาพยนตร์นี้ตั้งชื่อว่า ซินีมาโตกราฟของลูเมียร์ (Kinematograph Lumiere) อยู่ในอาคารจำลองหลังหนึ่ง ในส่วนนิทรรศการที่ทำเป็นเมืองสต็อกโฮล์มโบราณ บริษัทลูเมียร์ส่งช่างคนสำคัญคือ อเล็กซานเดอร์ โพรมิโอ (Alexander Promio) (1868-1926) นำซีนิมาโตกราฟเข้ามาฉายและถ่ายทำขึ้นใหม่ในสวีเดนเพื่องานนี้โดยตรง ปีเตอร์สันมอบหมายให้ เออร์เนสต์ ฟลอร์แมน ช่างถ่ายรูปที่มีชื่อเสียงของสวีเดนเป็นผู้ช่วยโพรมิโอ ภาพยนตร์ที่โพรมิโอถ่ายใหม่ส่วนใหญ่คือเหตุการณ์สำคัญในงานนี้ เขาสอนให้ฟลอร์แมนใช้อุปกรณ์ซินีมาโตกราฟได้อย่างรวดเร็ว และให้เป็นผู้ช่วยถ่าย และแล้วในวันที่ 13 กรกฎาคม 1897 ซึ่งโพรมิโอเดินทางออกจากสวีเดนแล้ว ฟลอร์แมนก็ได้รับความไว้วางใจจากนูมาให้เป็นผู้ใช้กล้องซีนีมาโตกราฟถ่ายบันทึก พระเจ้ากรุงสยามเสด็จถึงท่าเรือลอการ์ด หน้าพระราชวังหลวง ด้วยตัวเอง 


ภาพ: นูมา ปีเตอร์สัน นักธุรกิจและอุตสาหกรรมผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมภาพยนตร์สวีเดน


ต่อมา วันรุ่งขึ้น พระเจ้ากรุงสยามพร้อมกับพระเจ้าแผ่นดินสวีเดน และเจ้านายอื่น ๆ ได้เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการใหญ่นี้ รวมทั้งส่วนที่จัดเป็นหมู่บ้านสต็อกโฮล์มอย่างเก่า ทอดพระเนตรการแสดงต่าง ๆ แล้วที่สุดได้เสด็จศาลาแสดงสินค้าของนูมาซึ่งได้จัดฉายซินีมาโตกราฟที่ถ่ายการรับเสด็จที่ท่าเรือเมื่อวานให้ทอดพระเนตรเป็นการพิเศษ


ภาพ: หนังสือพิมพ์ ชาวสวีเดนรายวัน (Svenska Dagbladet)  ฉบับวันที่ 15 กรกฎาคม 1897 ลงข่าวกิจกรรมในงานเอ๊กซโป และรายงานที่พระเจ้ากรุงสยามเสด็จทอดพระเนตรซินีมาโตกราฟ


หนังสือพิมพ์ ชาวสวีเดนรายวัน (Svenska Dagbladet) ฉบับวันที่ 15 กรกฎาคม 1897 รายงานข่าวเหตุการณ์นี้ แปลความได้ว่า


"เมื่อวานนี้ พระเจ้าออสการ์พร้อมด้วยเหล่าพระราชอาคันตุกะ ได้แก่ พระมหากษัตริย์และบรรดาเจ้าชายแห่งประเทศสยาม ได้เสด็จพระราชดำเนินโรงคิเนมาโตกราฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคิเนมาโตกราฟที่ถ่ายทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชื่อ 'การเสด็จขึ้นบกของพระเจ้ากรุงสยาม ณ ท่าลอการ์ดสตราปพัน' นั้น ได้รับความสนใจจากเหล่าอาคันตุกะผู้สูงศักดิ์เป็นพิเศษ จนถึงกับต้องมีการฉายซ้ำอีกครั้งหนึ่ง" 


หลักฐานพระราชหัตถเลขาของพระเจ้ากรุงสยามที่ว่า “มีหนังฝรั่งมันถ่ายรูปไว้ ดีมาก…” ย่อมแสดงว่าได้ทอดพระเนตรและทรงโปรดมาก และทรงขอให้ฉายซ้ำทั้งสองวาระ อย่างไรก็ดี ไม่มีบันทึกว่าทรงพระราชทานของอะไรแก่เจ้าของซินีมาโตกราฟที่สต็อกโฮล์ม


ภาพยนตร์นี้ ซึ่งมีความยาวไม่ถึงหนึ่งนาทีดี ดูเหมือนจะถูกลืมไปนานในสวีเดนเอง จนเมื่อมีการสอบถามจากประเทศไทย หอภาพยนตร์แห่งชาติ สวีเดน จึงไปค้นพบจากหอจดหมายเหตุโทรทัศน์ สวีเดน และตระหนักว่า นี้เป็นภาพยนตร์ชิ้นแรกที่ถ่ายโดยคนสวีเดนเองแท้ ๆ


ภาพ: เอกสารจดหมายเหตุ ของ พระยาสฤษดิ์พจนกร ที่ระบุ ร.5 เสด็จทอดพระเนตรซินีมาโตกราฟ  ข้อมูลนี้เป็นต้นเหตุการค้นหาภาพยนตร์เพื่อนำมาประเทศไทย เอกสาร หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ร.5 ต 11.1/18


เออร์เนสต์ ฟลอร์แมน ได้ถ่ายภาพยนตร์ในยุคบุกเบิกวงการภาพยนตร์ของสวีเดนอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะที่สร้างโดยบริษัทของนูมา ปีเตอร์สัน รวมทั้งถ่ายภาพยนตร์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งประชาชนมักนิยมดู จึงได้ชื่อว่าเป็นช่างถ่ายภาพประจำราชสำนัก ต่อมาฟลอร์แมนไปเป็นผู้จัดการสตูดิโอถ่ายรูปแฟชั่นที่เฮลซิงกิ ฟินแลนด์ ของเพื่อนเขา ก่อนที่จะกลับมาสวีเดนในปี ค.ศ. 1900 เมื่อบิดาเสียชีวิต เพื่อรับงานร้านถ่ายรูปของบิดา และยังคงมีผลงานสร้างภาพยนตร์ต่อไปจนถึงปี 1905 ส่วนร้านถ่ายรูปของครอบครัวดำเนินต่อไปจนเลิกกิจการเมื่อปี 1933 


เออร์เนส ฟลอร์แมน ได้รับการนับถือให้เป็นช่างถ่ายภาพยนตร์ชาวสวีเดนคนแรก และภาพยนตร์ The Arrival of King of Siam in Stockholm ได้รับการนับถือเป็นภาพยนตร์สวีเดนเรื่องแรก

ภาพ: เออร์เนสต์ ฟลอร์แมน ช่างถ่ายรูปชาวสวีเดน ซึ่งได้รับการฝึกสอนจาก โพรมิโอ ช่างถ่ายภาพยนตร์ของบริษัทลูเมียร์ และได้รับมอบหมายให้ถ่ายเหตุการณ์ พระเจ้ากรุงสยามเสด็จขึ้นท่าลอร์การ์ด เมื่อ 13 กรกฎาคม 1897 


น่าสังเกตว่า ภาพยนตร์ พระเจ้ากรุงสยามเสด็จขึ้นฝั่งกรุงสต็อกโฮล์ม ไม่อยู่ในบัญชีของบริษัทลูเมียร์ แต่พบว่าอยู่ในบัญชีภาพยนตร์ของบริษัทการค้าและการผลิตของ นูมา ปีเตอร์สัน ในสมุดคาตาลอค ปี 1901 หมายเลข 4 ใช้ชื่อว่า  Konungens af Siam Landstigning i Stockholm (The King of Siam Landing in Stockholm) ความยาว 15 เมตร ราคา 50 โครน เทียบได้กับเงินสยามราว 37 บาท ในขณะนั้น หรือประมาณ ห้าหกหมื่นบาทในปัจจุบัน


สำหรับประเทศไทย ภาพยนตร์นี้ เมื่อมีการค้นพบและนำมาสู่ประเทศไทย ได้มีผลสำคัญในการผลักดันให้เกิดการจัดตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติขึ้นสำเร็จในเดือนกันยายน ปี 1984 นั้นเอง



ภาพ: ชวน หลีกภัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รับมอบฟิล์ม พระเจ้ากรุงสยามเสด็จถึงสต๊อกโฮล์ม จาก นิลส์-โอลอฟ ฮาสสเลฟ (Nils-Olov Hasslev) เอกอัครราชทูตสวีเดน ณ ห้องเจ้าพระยา โรงแรมโอเรียนเตล กรุงเทพ เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 1984


ภาพยนตร์ พระเจ้ากรุงสยามเสด็จขึ้นฝั่งกรุงสต็อกโฮล์ม ฟิล์ม 35 มม. ขาวดำ ความยาว 49 ฟุต (ราว 15 เมตร) กินเวลาฉาย 49 วินาที (อัตรา 16 ภาพต่อวินาที)


ภาพยนตร์ พระเจ้ากรุงสยามเสด็จโดยรถม้าพระที่นั่ง 2 เหตุการณ์ ต่อรวมกัน ฟิล์ม 35 มม. ขาวดำ ความยาว 97 ฟุต (ราว 24 เมตร) กินเวลาฉาย 97 วินาที (อัตรา 16 ภาพต่อวินาที) 


พระเจ้ากรุงสยามเสด็จประพาสประเทศต่างๆในยุโรปถึง 15 ประเทศ เหยียบแผ่นดินแม่ของภาพยนตร์ซึ่งเพิ่งแรกเกิด และกำลังกระจายไปทั่วพิภพ แต่น่าสงสัยว่ามีการถ่ายภาพยนตร์ด้วยซีนีมาโตกราฟบันทึกพระราชกรณียกิจของพระองค์เพียงสองรายเท่านั้นเอง คือในสวิตเซอร์แลนด์และในสวีเดน ทำไมในฝรั่งเศสซึ่งเป็นเมืองแม่ของซินีมาโตกราฟเองแท้ ๆ จึงไม่มีเลยหรือ ?


ภาพ: กล่องบรรจุฟิล์มภาพยนตร์ ที่หอภาพยนตร์แห่งชาติได้รับมาต่างหากภายหลัง


ปี 1898 หนังสือพิมพ์ บางกอกไตมส์ ฉบับวันที่ 9 พฤษภาคม ลงแจ้งความภาษาอังกฤษ แปลความว่า 


“ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล วันพุธที่ 11 และวันเสาร์ที่ 14 เวลา 9.30 ล.ท. มีการละเล่นหลายอย่างและแปลกใหม่, คิเนมาโตกราฟแสดงภาพต่างๆ พระเจ้ากรุงสยามเสด็จถึงกรุงปารีส. กราโฟโฟน,จิมนาสติค, ไบไซคลิง, เครื่องเล่นต่าง ๆ , ฯลฯ ค่าดู 4 ติเกิล เด็กต่ำกว่า 10 ครึ่งราคา ลงแจ้งความตั้งแต่วันที่ 9 ต่อไป 6 วัน”


ภาพ: แจ้งความฉายหนังฝรั่งที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ในหนังสือพิมพ์ บางกอกไตมส์ วันที่ 9 พฤษภาคม 1898 อวดว่ามีหนังพระเจ้ากรุงสยามที่ปารีส

ภาพ: เอกสาร พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กระพระยาเทวะวงศ์วโรปการ กราบบังคมทูลถวาย ร.5 ที่ทรงให้ไปสืบดูหนังฝรั่งเรื่องเสด็จฯ ปารีส ที่โรงแรมโอเรียนเต็ลที่มา จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กจช ร.5 ต2.6/1 


ร.5 ทรงเห็นแจ้งความนี้ในวันที่ 14 พฤษภาคม และทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีต่างประเทศ ให้ไปสืบดู ซึ่งกรมหลวงเทววงศ์ฯทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบไปในวันนั้นว่า จะส่งคนไปดู ถ้าเป็นหนังไหวได้จริงและมีพระบรมรูปเสด็จปารีสจริง จะได้ว่าราคามาฉายที่มุขพระที่นั่งจักรีอย่างแต่ก่อน แต่ต่อมากรมหลวงเทววงศ์ฯทรงมีพระราชหัตเลขาลงวันที่ 11 มิถุนายน ถวาย ร.5 มีความว่า มีคนเล่นหนังกินะโมโตกราฟอีกรายหนึ่งมาขอเล่นทูลเกล้าฯถวาย ว่าราคา 150 เหรียญ หรือ 250 บาท ผิดกว่าคนก่อนที่จะคิดเอาคืนหนึ่งถึง 500 เหรียญ หรือ 833 บาท ซึ่งทำให้สันนิษฐานว่า ร.5 มิได้ทอดพระเนตร คิเนมาโตกราฟเสด็จฯปารีส (เงินประมาณ 800 บาทสมัย ร.5 เวลานั้น เทียบกับเงินในปัจจุบันราวล้านบาท) 

ภาพ: เอกสาร พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ กราบบังคมทูลเกี่ยวกับหนังฝรั่งเข้ามาอีกราย ที่มา จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กจช ร.5 ต2.6/1 


และปัจจุบันยังไม่พบว่ามีภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์เสด็จประพาสยุโรป ร.ศ. 116 มากกว่าที่พบฟิล์มและพบหลักฐานแล้ว 5 ม้วนนี้