เด็กในประเทศอาทิตย์อุทัย ภาพยนตร์ญี่ปุ่นม้วนหนึ่งที่หลงเหลืออยู่ในกระทรวงศึกษาธิการไทย

“เด็กในประเทศอาทิตย์อุทัย” ภาพยนตร์ญี่ปุ่นม้วนหนึ่งที่หลงเหลืออยู่ในกระทรวงศึกษาธิการไทย ชวนย้อนกลับไปหายุคร่วมวงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา 


“...ญี่ปุ่น ประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดในตะวันออก ญี่ปุ่น มหาอำนาจของโลก เยาวชนและเด็กหญิงชายในญี่ปุ่นต้องมีความสุข และต้องเติบโตเป็นชาวญี่ปุ่นที่แข็งแกร่งและสง่างาม”


ข้อความนี้มาจากเสียงบรรยายภาษาญี่ปุ่นในช่วงต้นของ เด็กในประเทศอาทิตย์อุทัย ภาพยนตร์ซึ่งไม่ได้นำเสนอเพียงวิถีชีวิตและประเพณีของเด็กญี่ปุ่นเท่านั้น หากยังสื่อแนวคิดเกี่ยวกับการอบรมเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ และครั้งหนึ่งในช่วงเวลาก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพา เคยถูกจัดทำฉบับสำหรับเผยแพร่แก่ผู้ชมชาวไทย 



ฟิล์ม เด็กในประเทศอาทิตย์อุทัย ที่พบในกระทรวงศึกษาธิการของไทย ได้จัดทำไตเติลนำเรื่องและทำซับไตเติลหรืออักษรบรรยายพอสังเขปเป็นภาษาไทย ขณะที่เสียงบรรยายในฟิล์มของภาพยนตร์ขาวดำนี้ เป็นภาษาญี่ปุ่นตลอดเรื่อง โดยที่เนื้อฟิล์มเป็นเซลลูโลสไนเตรต 35 มม. ซึ่งบ่งบอกถึงความเก่าของมัน เพราะฟิล์มชนิดนี้เลิกผลิตกันนับจาก พ.ศ. 2494 หอภาพยนตร์ได้รับมอบจาก ไชยทวี อติแพทย์ อดีตข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ผู้บริจาคให้ข้อมูลว่า เมื่อเริ่มเข้าทำงานในฝ่ายเผยแพร่หรือประชาสัมพันธ์ของกระทรวง ฟิล์มม้วนนี้ได้ถูกเก็บรักษาอยู่ในคลังเก็บสื่อโสตทัศน์ของหน่วยงานแล้ว โดยไม่ปรากฏข้อมูลผู้สร้าง ปีที่สร้าง หรือเอกสารประกอบอื่น ทั้งนี้ ภาพยนตร์ในการเก็บของหน่วยงานเคยถูกคัดแยกส่วนที่เป็นภาพยนตร์การศึกษาขนาด 16 มม. ซึ่งใช้ประกอบการเรียนการสอนในโรงเรียนออกไปแล้ว ในขณะที่ฟิล์มม้วนดังกล่าวยังคงถูกเก็บรักษาในหน่วยงาน สันนิษฐานว่านอกจากเนื้อหาไม่ได้เป็นภาพยนตร์เพื่อการศึกษาโดยตรงแล้ว ยังเป็นฟิล์มขนาด 35 มม. ซึ่งมีโอกาสฉายจำกัด เพราะส่วนใหญ่ภาพยนตร์และอุปกรณ์การฉายภาพยนตร์เพื่อการศึกษาจะเป็นขนาด 16 มม.





ภาพยนตร์เรื่องนี้มีข้อความเปิดเรื่องเป็นภาษาไทยระบุว่า ผู้สร้างคือ “สมาคมอบรมศึกษาเด็กแห่งญี่ปุ่น กรุงโตเกียว” ซึ่งดำเนินกิจกรรมมาเป็นเวลา 15 ปี เพื่อส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประเทศ และในการเผยแพร่ภาพยนตร์ได้รับความช่วยเหลือจาก “สมาคมสยามแห่งญี่ปุ่น” ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุชื่อภาพยนตร์ต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นและปีที่สร้างได้อย่างแน่ชัด 




อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบทะเบียนภาพยนตร์ญี่ปุ่นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน พบรายชื่อภาพยนตร์อย่างน้อยสามเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็กและการศึกษาของญี่ปุ่น เรื่องแรกคือ Japanese Children ภาพยนตร์เงียบขาวดำ ความยาว 16 นาที สันนิษฐานว่าสร้างราว ค.ศ. 1938 และมีอักษรบรรยายภาษาอังกฤษ ปัจจุบันมีสำเนาที่ถ่ายโอนเป็นดีวีดีให้บริการอยู่ในคอลเลกชันภาพยนตร์ KBS ของห้องสมุดมูลนิธิญี่ปุ่น โดยมูลนิธิญี่ปุ่นอธิบายว่าภาพยนตร์ในคอลเลกชันดังกล่าวมาจากฟิล์มขนาด 16 มม. ทั้งนี้ ยังไม่พบข้อมูลเฉพาะเรื่องที่ยืนยันว่า Japanese Children สร้างขึ้นครั้งแรกด้วยฟิล์มขนาดดังกล่าว เรื่องที่สองคือ Primary Schools of Japan ภาพยนตร์เงียบขาวดำ ความยาว 31 นาที สร้างใน ค.ศ. 1937 และมีสำเนาดีวีดีให้บริการอยู่ในคอลเลกชันเดียวกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะตรงกับ Japanese Primary School Life ในรายงานกิจการของ KBS ซึ่งระบุว่าเป็นฟิล์มขนาด 35 มม. จำนวน 3 ม้วน ความยาว 2,753 ฟุต จัดทำไตเติลภาษาต่างประเทศหลายภาษา และมีการทำสำเนาเพื่อเผยแพร่ในต่างประเทศประมาณ 200 ชุด ภาพยนตร์สองเรื่องนี้อยู่ในกิจกรรมของสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมนานาชาติ หรือ KBS หน่วยงานที่จัดทำสื่อเพื่อแนะนำญี่ปุ่นแก่ผู้ชมในต่างประเทศ



อีกเรื่องหนึ่งคือ Modern Japan: Children’s Edition สร้างใน ค.ศ. 1937 โดย East Asia Sound News เป็นภาพยนตร์เสียงขาวดำขนาด 35 มม. ความยาว 8 นาที จากคำอธิบายที่พบ ภาพยนตร์นำเสนอเด็กในชนบทและการละเล่น เช่น การชมคามิชิไบและการเล่นฟันดาบแบบชันบาระ ภาพชีวิตชนบทดังกล่าวเคยก่อให้เกิดข้อถกเถียงว่าไม่เหมาะสำหรับใช้แนะนำญี่ปุ่นในต่างประเทศ จนถูกเรียกว่า “ภาพยนตร์ที่ทำให้ชาติอับอาย” และถูกระงับการเผยแพร่ ขณะที่นักวิจารณ์ศิลปะร่วมสมัยอีกฝ่ายเห็นว่าภาพยนตร์มีคุณค่าทางศิลปะและมิได้ทำให้ชาติเสื่อมเสีย





ชื่อเรื่อง ข้อมูลในทะเบียน และคำอธิบายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ในช่วงปลายทศวรรษ 1930 มีการสร้างภาพยนตร์ที่ใช้เด็ก วิถีชีวิต และการศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอประเทศญี่ปุ่นแก่ผู้ชมภายนอก ซึ่งเป็นบริบทใกล้เคียงกับ เด็กในประเทศอาทิตย์อุทัย อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจสรุปได้ว่าภาพยนตร์เรื่องใดมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับม้วนที่พบในประเทศไทย ความแตกต่างที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้อยู่ที่ความยาว ลักษณะการใช้เสียงหรือไตเติล เนื้อหาที่ทราบ ตลอดจนเครดิตผู้สร้างและหน่วยงานที่ช่วยเผยแพร่ มากกว่าความแตกต่างด้านขนาดฟิล์มเพียงอย่างเดียว เด็กในประเทศอาทิตย์อุทัย จึงอาจเป็นภาพยนตร์คนละเรื่อง เป็นฉบับตัดต่อสำหรับประเทศไทย หรือเป็นการนำภาพจากภาพยนตร์เดิมมาจัดทำเป็นฉบับภาษาไทย




ข้อมูลที่ใช้เปรียบเทียบยังมีอยู่อย่างจำกัด แม้ภาพยนตร์สองเรื่องแรกจะมีสำเนาดีวีดีให้บริการภายในห้องสมุดมูลนิธิญี่ปุ่น แต่ทะเบียนออนไลน์ไม่ให้ข้อมูลเรื่องย่อ และยังไม่ได้มีการตรวจสอบภาพของภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องโดยตรง ส่วนเรื่องที่สามมีคำอธิบายเนื้อหาเพียงบางส่วน ขณะที่ เด็กในประเทศอาทิตย์อุทัย ที่พบในประเทศไทยยังมีเนื้อหาให้ตรวจสอบได้ตลอดเรื่อง ซึ่งสามารถอธิบายลำดับเนื้อหา และแนวคิดที่ภาพยนตร์นำเสนอได้ดังต่อไปนี้ เด็กในประเทศอาทิตย์อุทัย ความยาว 10 นาที 44 วินาที นำเสนอชีวิตของเด็กญี่ปุ่นตามลำดับฤดูกาลตลอดหนึ่งปี เปิดเรื่องด้วยการกล่าวถึงประเทศญี่ปุ่นและเด็กญี่ปุ่นในฐานะเยาวชนที่จะเติบโตเป็นกำลังของชาติ จากนั้นจึงเข้าสู่กิจกรรมในช่วงปีใหม่ เช่น การประดับคาโดมัตสึ การไปสักการะศาลเจ้าเมจิ และการเล่นว่าว ก่อนจะเรียงลำดับไปสู่เทศกาลและกิจกรรมในช่วงต่าง ๆ ของปี ได้แก่ งานฉลองสำหรับเด็กผู้หญิง การชมดอกซากุระ การเก็บหอยริมทะเล เทศกาลวันเด็กผู้ชาย การประดับตุ๊กตานักรบและธงปลาคาร์ป การฝึกศิลปะการป้องกันตัว เทศกาลฤดูร้อน เทศกาลทานาบาตะ การชมพระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง กิจกรรมกีฬา และการศึกษาในโรงเรียน ภาพยนตร์จบลงด้วยการกล่าวถึงการเติบโตของเด็กและเยาวชน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบต่อประเทศในอนาคต


นอกเหนือจากการนำเสนอประเพณีและกิจกรรมตามฤดูกาลแล้ว เสียงบรรยายยังเชื่อมโยงกิจกรรมเหล่านั้นเข้ากับอุดมคติของชาติอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่คำกล่าวเปิดเรื่องที่ยกย่องญี่ปุ่นในฐานะประเทศที่แข็งแกร่งและมหาอำนาจของโลก พร้อมทั้งกล่าวว่าเด็กญี่ปุ่นจะต้องเติบโตเป็น “ชาวญี่ปุ่นที่แข็งแกร่งและสง่างาม” ไปจนถึงการเปรียบเปรยการเล่นว่าวกับการเติบโตอย่างร่าเริง การประดับธงปลาคาร์ปและตุ๊กตานักรบเพื่อปลูกฝังความเข้มแข็งของเด็กผู้ชาย การกล่าวถึงการศึกษา การออกกำลังกาย และการฝึกศิลปะการต่อสู้ ตลอดจนการอธิบายว่าการทำความคุ้นเคยกับทะเลตั้งแต่วัยเด็กจะนำไปสู่การสร้างเกียรติภูมิของประเทศ ลักษณะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภาพยนตร์ใช้กิจกรรมเป็นสื่อในการนำเสนอแนวคิดเรื่องการอบรมเยาวชน และสร้างภาพลักษณ์ของสังคมญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ระเบียบวินัย และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม กล่าวได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกจัดสร้างขึ้นเพื่ออวดความไพบูลย์ของการอบรมเลี้ยงดูเด็กชายหญิงแห่งประเทศอาทิตย์อุทัยต่อโลก โดยเฉพาะอาจจะต่อเพื่อนแห่งมหาเอเชียบูรพาประเทศที่ญี่ปุ่นพยายามชักชวนให้เข้าร่วมวงในขณะนั้น ซึ่งใครได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่องนี้แม้ในวันนี้ก็เชื่อว่าน่าจะต้องรู้สึกเลื่อมใสในความไพบูลย์ของประเทศญี่ปุ่น สังคมญี่ปุ่น และจิตใจของคนญี่ปุ่น




แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกเก็บรักษาอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็ก แต่จากลักษณะของเนื้อหา เสียงบรรยาย และข้อความเปิดเรื่อง ภาพยนตร์นี้ไม่น่าจะเป็นภาพยนตร์สำหรับเด็กโดยตรง หากเป็นภาพยนตร์ที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้ใหญ่ดู เป็นการแนะนำวิถีชีวิต ประเพณี การศึกษา และการอบรมเด็กของญี่ปุ่นแก่ผู้ชมชาวไทย โดยเฉพาะข้อความที่กล่าวถึงการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประเทศ และการได้รับความช่วยเหลือจาก “สมาคมสยามแห่งญี่ปุ่น” ทำให้อาจมองได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในบริบทของการเผยแพร่สังคม วัฒนธรรม และแนวคิดด้านการศึกษาของญี่ปุ่นผ่านสื่อภาพยนตร์ มากกว่าการเป็นภาพยนตร์การศึกษาที่ใช้ในห้องเรียนทั่วไป



น่าสังเกตว่า ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตและประเพณีของเด็กญี่ปุ่นในลักษณะนี้ยังปรากฏในสื่อประเภทอื่นด้วย หนังสือ Children’s Days in Japan ของ Tamotsu Iwado ซึ่งมีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า『日本の子供の年中行事』 นำเสนอประเพณีและกิจกรรมของเด็กญี่ปุ่นตามลำดับช่วงเวลาตลอดปี ตั้งแต่ปีใหม่ เทศกาลตุ๊กตา เทศกาลเด็กผู้ชาย ทานาบาตะ โอบง ไปจนถึงการชมพระจันทร์ ซึ่งมีโครงสร้างใกล้เคียงกับเนื้อหาของ เด็กในประเทศอาทิตย์อุทัย ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ เรื่องของเด็กในญี่ปุ่น โดยหม่อมเจ้าพิจิตรจิราภา เทวกุล และพิมพ์ใน พ.ศ. 2481 ชื่อของหนังสือทั้งฉบับภาษาญี่ปุ่นและฉบับภาษาไทย ตลอดจนเนื้อหาที่ว่าด้วยประเพณีและกิจกรรมในรอบปีของเด็กญี่ปุ่น จึงมีส่วนคล้ายคลึงกับภาพยนตร์ที่พบในประเทศไทยอย่างน่าสังเกต แม้ขณะนี้จะยังไม่พบหลักฐานว่าหนังสือกับภาพยนตร์มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง




จากการตรวจสอบเบื้องต้นของผู้เขียนบทความกับเอกสารของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการต่างประเทศในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ทำให้ทราบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีความร่วมมือด้านการศึกษาและการเดินทางของชาวญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการโรงเรียนญี่ปุ่นในประเทศไทยอย่างตื่นตัวและสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบเอกสารที่กล่าวถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ ข้อความเปิดเรื่องของภาพยนตร์ที่กล่าวถึงการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประเทศ รวมถึงการได้รับความช่วยเหลือจาก “สมาคมสยามแห่งญี่ปุ่น” สอดคล้องกับบริบทความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในช่วงก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพา จึงสามารถพิจารณาได้ว่าเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งของการเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับสังคม การศึกษา และการอบรมเยาวชนของญี่ปุ่นแก่ผู้ชมชาวไทย ในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังขยายบทบาทของตนในภูมิภาคเอเชีย


ปัจจุบันฟิล์มไนเตรตขนาด 35 มม. ที่ยังหลงเหลืออยู่มีจำนวนไม่มากนัก ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมีความสำคัญทั้งในฐานะฟิล์มต้นฉบับ และในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกแนวคิดและบริบทของยุคสมัยไว้ในเนื้อหาของภาพยนตร์ ขณะเดียวกัน ข้อความเปิดเรื่อง คำบรรยายภาษาไทย และเสียงบรรยายภาษาญี่ปุ่นที่ยังคงอยู่ครบถ้วน ทำให้สามารถศึกษาที่มา วัตถุประสงค์ของการจัดทำ ตลอดจนบริบทความสัมพันธ์ด้านการศึกษาและวัฒนธรรมระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าวได้ 


_______________________________

โดย ธิติพงษ์ ก่อสกุล


ที่มา: จดหมายข่าวหอภาพยนตร์ ฉบับที่ 95 ประจำเดือนกันยายน - ตุลาคม 2569