เพชรา เชาวราษฎร์ หยาดเพชรน้ำเอกแห่งโลกภาพยนตร์ไทย

เพชรา เชาวราษฎร์ ชื่อนี้เคยเป็นตัวแทนแห่งความชื่นใจและหลงใหลใฝ่ฝันของแฟนหนังไทยเมื่อราวครึ่งศตวรรษก่อน ก่อนจะกลายเป็นตำนานเล่าขานสู่คนรุ่นถัดมา แม้ปัจจุบันสายธารแห่งกาลเวลาจะพัดพาให้ชื่อเพชราไกลห่างออกไปจากการรับรู้ของอนุชนที่เพิ่งเติบโตขึ้น แต่ปรากฏการณ์และความยิ่งใหญ่ที่เธอฝากไว้แก่สังคมและวงการภาพยนตร์ไทยในคืนวันอันรุ่งโรจน์ ยังคงอยู่เป็นอมตะเช่นเดียวกับหยาดเพชรที่ไม่มีวันหมดประกาย


จากธิดาเมษาฮาวาย สู่ดาราสาวนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง


ฉากแรกของเพชรา เริ่มต้นที่ตำบลน้ำคอก อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2486 ในชื่อเกิดว่า “เอก เชาวราษฎร์” เธอเป็นลูกคนที่ 4 ของครอบครัวที่ค่อนข้างเข้มงวด นาน ๆ จึงจะได้ติดตามพี่สาวออกไปดูหนังกลางแปลงสักครั้ง จนเมื่อแรกสาว เอกมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ไทยเรื่อง โบตั๋น ที่นำแสดงโดยวิไลวรรณ วัฒนพานิช ซึ่งสร้างความประทับใจจนน้ำตาไหลอาบแก้ม โดยหารู้ไม่ว่า ไม่กี่ปีต่อมา เธอจะไม่ได้เป็นแต่เพียงผู้ชมที่นั่งร้องไห้อยู่นอกจออีกต่อไป 


จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเข้ามาอาศัยอยู่กับพี่สาวที่กรุงเทพฯ  ปี พ.ศ. 2504 น้องสาวของพี่เขยผู้ทำร้านเสริมสวย ได้ส่งเธอเข้าประกวดธิดาเมษาฮาวาย งานประจำปีของกองสลากกินแบ่งรัฐบาล และเปลี่ยนชื่อเธอใหม่เป็น “ปัทมา เชาวราษฎร์” 


แม้จะเต็มไปด้วยความเขินอาย เพราะขัดกับนิสัยเก็บตัวและไม่กล้าแสดงออกอันเกิดจากการถูกอบรมบ่มเพาะอย่างเคร่งครัดมาแต่เด็ก แต่ปัทมาก็สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาครองได้ การประกวดครั้งนี้มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ความสวยของเธอจึงได้รับการแพร่ภาพออกไปสู่สายตาผู้สร้างหนังไทยหลายคน หนึ่งในนั้นคือ ศิริ ศิริจินดา ผู้ที่ตัดสินใจชักชวนดาวตลก ดอกดิน กัญญามาลย์ มาร่วมกันทาบทามเธอมาแสดงเรื่อง บันทึกรักของพิมพ์ฉวี ซึ่งขณะนั้นกำลังเป็นละครวิทยุอันโด่งดังที่เธอชื่นชอบ ปัทมาจึงตอบตกลงในทันที 


ดอกดินได้เปลี่ยนชื่อให้เธอใหม่เป็น “เพชรา เชาวราษฎร์” และ เจน จำรัสศิลป์ นักข่าวบันเทิงชื่อดังได้ตั้งฉายาให้สมกับดวงตาคู่งามของเธอว่า “ดาราสาวนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง” นอกจาก บันทึกรักของพิมพ์ฉวีเพชรายังได้รับการทาบทามไปแสดงเรื่อง ดอกแก้ว ของ วิจารณ์ ภักดีวิจิตร ทั้งสองเรื่องออกฉายไล่เลี่ยกันในช่วงต้นปี พ.ศ. 2505 และได้รับความนิยมมากพอสมควร เสียงตอบรับที่ดีจากแฟน ๆ จึงส่งให้ เพชรา เชาวราษฎร์ แจ้งเกิดในโลกภาพยนตร์ไทยอย่างรวดเร็ว


คู่ขวัญอันดับหนึ่ง มิตร-เพชรา



พระเอกคนแรกของเพชรา คือ มิตร ชัยบัญชา ดาราชายที่เข้าวงการก่อนเธอราว 5 ปี จาก บันทึกรักของพิมพ์ฉวี พวกเขาได้ประกบคู่แสดงร่วมกันอีกหลายต่อหลายเรื่อง เช่น อ้อมอกสวรรค์ (2505) แพนน้อย (2506) อวสานอินทรีแดง (2506) นกน้อย (2507) ฯลฯ จนกลายเป็นคู่ขวัญที่ส่งเสริมบารมีกันและกันให้ได้เป็นพระเอกนางเอกอันดับหนึ่งของวงการในเวลาต่อมา


มีเรื่องเล่ามากมายที่พิสูจน์ถึงความโด่งดังของคู่ขวัญ มิตร-เพชรา ซึ่งอาจเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นอีกแล้วในอนาคต เช่น แค่มีชื่อ มิตร-เพชรา สายหนังต่างจังหวัดทั้งหลายก็พร้อมที่จะซื้อไปฉายโดยที่ไม่ต้องดูเนื้อเรื่อง เช่นเดียวกับคนดูที่พร้อมตีตั๋วทันทีที่เห็นชื่อทั้งคู่ปรากฏหน้าโรง ว่ากันว่า เคยมีคนดูต่างจังหวัดลงทุนเช่ารถเมล์เข้ามาในตัวเมืองเพื่อดูหนัง แต่เมื่อพบว่าไม่ใช่มิตร-เพชรา ก็นั่งรถเมล์กลับทันที หรือป้ายโฆษณาหน้าโรงหนังบางที่จะมีรูปมิตร-เพชราติดไว้ตลอด คอยเปลี่ยนเฉพาะชื่อเรื่องเท่านั้น อีกทั้งชื่อที่ปรากฏติดกันซ้ำ ๆ ของทั้งคู่ยังทำให้แฟน ๆ บางคนเข้าใจผิดว่าชื่อเพชรานั้นเป็นนามสกุลของมิตร  


ปรากฏการณ์คู่ขวัญ มิตร-เพชรา เกิดขึ้นต่อเนื่องราว 7 ปี ก่อนที่จะจบลงใน พ.ศ. 2513 ปีที่สถานะของทั้งคู่กำลังพุ่งสูงสุดจากบท “ไอ้คล้าว” และ “ทองกวาว” ใน มนต์รักลูกทุ่ง ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์ยืนโรงนานถึง 6 เดือน แต่ในเดือนตุลาคม มิตร ชัยบัญชา กลับประสบอุบัติเหตุตกจากเฮลิคอปเตอร์เสียชีวิตระหว่างถ่ายทำเรื่อง อินทรีทอง ซึ่งมีเพชราเป็นนางเอก ตำนานคู่ขวัญในดวงใจแฟนหนังไทยจึงปิดฉากด้วยการที่เพชรากลายเป็นนางเอกคนสุดท้ายของพระเอกคนแรกของเธอ เหลือไว้เพียงผลงานที่ทั้งคู่ร่วมแสดงกันมากถึงเกือบ 200 เรื่อง


ราชินีจอเงิน



เพชรา เชาวราษฎร์ ถือเป็น “ราชินีจอเงิน” ของเมืองไทยอย่างแท้จริง ในแง่ที่เธอเป็นนักแสดงภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว ไม่เคยแสดงด้านอื่นเลย ผลงานภาพยนตร์ของเธอนั้นมีมากมายมหาศาลถึง 300 กว่าเรื่อง ตลอดระยะเวลาเพียง 16 ปีที่อยู่ในวงการ ระหว่างปี 2505-2521 


ในช่วงรุ่งโรจน์ เพชราต้องเข้าคิวถ่ายหนังวันละหลายเรื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเกรงใจบรรดาผู้สร้างที่ต่างต้องการให้เธอร่วมแสดง แม้เพียงไม่กี่ฉากก็ยอม เพียงเพื่อให้มีชื่อเพชราไปขายสายหนัง จนเธอเองยอมรับว่าไม่มีเวลาอ่านบท เพราะต้องวิ่งรอกถ่ายหนังตั้งแต่เช้าจรดค่ำ


แม้อาจจะดูแตกต่างจากวิถีของนักแสดงปัจจุบัน ที่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างดี แต่ค่านิยมของผู้ชมหนังไทยส่วนใหญ่ในตอนนั้นไม่ได้คำนึงถึงการแสดงที่สมบทบาทมากเกินไปกว่าได้ชื่นชมดาราขวัญใจ ราชินีบนจอภาพยนตร์คนนี้จึงสวมบทบาทได้ทั้ง เด็กสลัม เศรษฐินี เจ้าหญิง โจรสาว และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่คนดูพร้อมจะคล้อยตาม เศร้าเมื่อเธอร้องไห้ ยิ้มชื่นเมื่อเธอมีความสุข พร้อม ๆ กับรู้สึกอิ่มเอิบที่ได้เห็นเธอโลดแล่นอยู่ในภาพยนตร์ ยิ่งหากเธอไปปรากฏตัวต่อหน้าแฟน ๆ ที่ไหน ย่อมมีผู้คนมารอต้อนรับกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน นอกจากนี้ แฟชั่นของ


เพชราล้วนส่งอิทธิพลให้เกิดการเลียนแบบ แฟน ๆ สาว ๆ ต่างอยากมีคิ้วที่สวยและนัยน์ตาหวานปานหยาดน้ำผึ้งอย่างเพชรา แต่งชุดแบบที่เธอสวมใส่ในหนัง ทำผมทรงเดียวกับนางเอกขวัญใจ ไม่ว่าจะผมแกละ ซอยสั้น หรือทรงเกล้าสูงเป็นมวยโต มีจอนโค้งรับกับใบหูทั้ง 2 ข้าง อันเป็นภาพจำอย่างหนึ่งของเพชรา เชาวราษฎร์


ไม่เพียงแต่ในไทย ชื่อเสียงความงามของราชินีหนังไทยยังขจรขจายข้ามเขตแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านย่านอาเซียน รวมไปถึงฮ่องกง ที่เธอได้ไปร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง อัศวินดาบกายสิทธิ์ (2513) คู่กับ มิตร ชัยบัญชา และไต้หวันเรื่อง ดาบคู่สะท้านโลกันต์ (2514) กับ ไชยา สุริยัน ทั้งยังสร้างความประทับใจให้แก่ดาราดังของไต้หวันเช่น เจียง ปิง และ เดวิด เจียง


แต่ใช่ว่าเพียงรูปร่างหน้าตาอันงดงามที่ทำให้เพชราสามารถกุมหัวใจมหาชนอย่างแนบแน่นได้ หากแต่เป็นเพราะเธอยังตั้งใจกับทุกบทบาทที่ได้รับอย่างนักแสดงมืออาชีพ โดยมีรางวัลตุ๊กตาทอง สาขาผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากเรื่อง นกน้อย (2507) ที่เธอได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นเครื่องการันตี อย่างไรก็ตาม ความทุ่มเทของเพชราในการถ่ายหนังหามรุ่งหามค่ำได้ส่งผลร้ายต่อดวงตาของเธอที่ถูกใช้งานอย่างหนักหน่วง ทั้งฉากร้องไห้จำนวนมาก และการต้องถูกแสงไฟรวมถึงรีเฟล็กซ์สาดเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อนมาตลอดหลายปี 


เพชราเริ่มมีปัญหาทางด้านสายตาตั้งแต่ พ.ศ. 2513 ปีเดียวกับที่ มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต แต่เธอยังกัดฟันต่อความเจ็บปวดเพื่อแสดงภาพยนตร์ไปอีกเกือบสิบปี ก่อนจะตัดสินใจแสดงภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายคือ ไอ้ขุนทอง ที่เธอเป็นผู้อำนวยการสร้าง ออกฉายเมื่อปี พ.ศ. 2521 หลังจากนั้น ราชินีแห่งจอเงินผู้สร้างความสว่างไสวในใจของประชาชนมายาวนาน ก็จำต้องก้าวลงจากบัลลังก์เข้าสู่โลกที่ค่อย ๆ มืดมนอย่างเงียบ ๆ โดยมี ชรินทร์ นันทนาคร คู่ชีวิตเจ้าของเสียงร้องเพลง “หยาดเพชร” เพลงที่กลายเป็นสัญลักษณ์แทนตัวเธอ คอยดูแลอยู่เคียงข้าง


ตำนานที่ไม่เคยถูกลืม



แม้จะออกจากวงการภาพยนตร์ไปนานหลายปี แต่ชื่อของ เพชรา เชาวราษฎร์ ก็ยังคงได้รับการกล่าวถึงอยู่เสมอ ท่ามกลางการรอคอยของแฟน ๆ ที่วาดหวังว่าจะได้พบเธออีกครั้ง 


เก้าปีให้หลังจากภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย หอภาพยนตร์เมื่อครั้งยังตั้งอยู่ที่ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ ได้เชิญเพชรามาประทับรอยมือรอยเท้าเป็นดาวดวงแรกบนลานดารา หน้าโรงหนังอลังการ* ในวันที่ 19 มกราคม 2530 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของเธอ โดยเธอขอมาอย่างเงียบ ๆ เป็นการส่วนตัว แต่ข่าวกลับรั่วไหลไปถึงหนังสือพิมพ์ซึ่งนำไปพาดหัวหน้าหนึ่ง และถูกนำไปกระจายต่อทางสถานีวิทยุ จนมีชาวบ้านเดินทางมาเพื่อขอดูรอยมือรอยเท้าเพชรา เป็นบทพิสูจน์ว่าชื่อเสียงของเธอยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดประชาชนอยู่เสมอ ไม่ต่างจากสมัยที่แสดงภาพยนตร์


เพชราเก็บงำความงามจากสายตาแฟน ๆ ไปอีกนานนับสิบปี จนวงการภาพยนตร์ไทยเปลี่ยนผ่านสู่สิ่งใหม่ ๆ ผู้คนเริ่มผลัดใบไปอีกยุค แต่เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเธอยังคงได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นความทรงจำสำคัญของสังคมไทย และไม่ว่าจะมีการจัดอันดับใด ๆ ชื่อเธอยังคงได้รับการกล่าวถึงในฐานะนางเอกหมายเลขหนึ่งตลอดกาลของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยอยู่เสมอ


พ.ศ. 2544 เพชราปรากฏแต่ “เสียง” ให้แฟน ๆ ได้คลายความคิดถึงในบทบาทนักจัดรายการวิทยุอยู่ประมาณ 4 ปี จากนั้นในปี พ.ศ. 2552 เธอจึงปรากฏตัวออกสื่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในฐานะพรีเซนเตอร์เครื่องสำอางชื่อดัง ซึ่งรายได้ทั้งหมดมอบให้แก่การกุศล หนึ่งในนั้นคือมูลนิธิคนตาบอดแห่งประเทศไทย การเผยโฉมครั้งแรกในรอบสามทศวรรษของเพชรากลายเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ผู้คนให้ความสนใจ ทั้งแฟนภาพยนตร์รุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่เพิ่งรู้จักเธอผ่านผลงานภาพยนตร์บางส่วนซึ่งยังคงหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ ก่อนที่เธอจะได้รับการประกาศเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาภาพยนตร์ ประจำปี พ.ศ. 2561 นับเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ควรค่าแก่ผลงานจำนวนมากซึ่งได้ปลอบประโลมและจรรโลงจิตใจประชาชนอย่างลึกซึ้งจนยากที่จะหาใครเทียบเทียมทั้งในอดีตและอนาคต


วันเสาร์ที่ 18 มกราคม เพชรา เชาวราษฎร์ จะเดินทางมาประทับรอยมือรอยเท้า บนลานดารา หน้าโรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เพื่อเป็นอมตนุสรณ์ เคียงข้างกับดาราทั่วฟ้าเมืองไทยคนอื่น ๆ  หอภาพยนตร์ขอเชิญแฟนภาพยนตร์ไทยทั่วประเทศ มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีสำคัญครั้งนี้ พร้อมชมตัวอย่างผลงานภาพยนตร์ในอดีต และร่วมสนทนากับดาราผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมาเริ่มกิจกรรมตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป  ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชมแต่อย่างใด


โดย พุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู


*รอยพิมพ์มือพิมพ์เท้ารอยแรกของเพชรา ได้เกิดความเสียหาย เมื่อหอภาพยนตร์ต้องขนย้ายที่ทำการมาอยู่ที่ศาลายา โดยในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ หอภาพยนตร์ได้นำแผ่นปูนไปให้เพชราประทับรอยมือที่บ้านเพื่อนำไปประดับในพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย ร่วมกับแผ่นรอยมือรอยเท้าของดาราคนอื่นที่เคยประทับไว้ที่หอภาพยนตร์ ถนนเจ้าฟ้า  

จาก ปยุต เงากระจ่าง ถึง เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ผ...

27 พ.ค. 63  บทความ

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยบันทึกไว้ว่า ปยุต เงากระจ่าง เป็นผู้สร้างสรรค์ภาพการ์ตูนเคลื่อนไหว หรือ “หนังการ์ตูน” ได้สำเร็จเป็นคนแรกของไทย ด้วยผลงานเรื่อง...

อ่านรายละเอียด

เชิด ทรงศรี ที่ลืมไม่ลง

20 พ.ค. 63  บทความ

ความทรงจำอันงดงามจาก สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ที่มีต่อ เชิด ทรงศรี ผู้กำกับหนังไทยผู้เป็นที่รักของผู้คนทุกรุ่นและทุกวงการ----------โด...

อ่านรายละเอียด

ชีวิตหลังภาพยนตร์ของนักแสดงสามัญชนใน ทองปาน

22 พ.ค. 63  บทความ

 เรื่องราวของชาวบ้านชายหญิง 2 คน ที่ได้มาแสดงภาพยนตร์อันเกิดจากความร่วมมือของปัญญาชนยุคหลัง 14 ตุลา เรื่อง “ทองปาน” ซึ่งไม่เพียงแต่จะกลายเป็นหนัง...

อ่านรายละเอียด

ครบรอบ 10 ปี ลุงบุญมีระลึกชาติ

14 พ.ค. 63  บทความ

ช่วงสัปดาห์นี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เทศกาลเมืองคานส์ต้อนรับหนังไทย “ลุงบุญมีระลึกชาติ” หนังเล็กนอกสายตาที่สุดท้ายคว้ารางวัลปาล์มทอง สร้างประวัติศาตร์หน้า...

อ่านรายละเอียด

โรคระบาดในภาพยนตร์

5 พ.ค. 63  บทความ

ในช่วงเวลาที่โควิด-19 ยังอยู่กับสังคมไทย ร่วมย้อนชมเรื่องราวของโรคระบาดต่าง ๆ ในอดีต ผ่านภาพยนตร์ที่หอภาพยนตร์อนุรักษ์ไว้----------โดย ฝ่ายอนุรักษ์&nb...

อ่านรายละเอียด

จอน อึ๊งภากรณ์ กับเบื้องหลังการถ่ายหนังบันทึก...

1 พ.ค. 63  บทความ

ความเป็นมาของภาพยนตร์บันทึกการต่อสู้ของกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่า เมื่อปี พ.ศ. 2518-2519 สร้างโดย จอน อึ๊งภากรณ์ และเพื่อน ๆ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ไม่เคยถ่า...

อ่านรายละเอียด