[คณะนักข่าวเดินทางไปจีนแดงและเวียดนามเหนือ ปี 2500]

ฉบับที่ 1 ฟิล์ม 16 มม. / สี / ความยาว 15 นาที

ฉบับที่ 2 ฟิล์ม 16 มม. / ขาวดำ / ความยาว 9 นาที 

ปีสร้าง พ.ศ. 2500

ผู้สร้าง ฉบับที่ 1 เจน นิมมานนิตย์ 

ฉบับที่ 2 ไม่ปรากฏผู้สร้างแน่ชัด


เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2534 นายเจน นิมมานนิตย์ อดีตนักข่าวและช่างภาพหนังสือพิมพ์ ช่างภาพราชสำนัก ผู้ร่วมก่อตั้งชมรมช่างภาพโบราณ และอดีตนายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้มอบฟิล์มภาพยนตร์แก่หอภาพยนตร์เพื่อดำเนินการอนุรักษ์ ตามคำแนะนำของ แท้ ประกาศวุฒิสาร เพื่อนร่วมวงการช่างภาพที่สนิทสนมกันมายาวนาน 

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นบันทึกส่วนตัวของนายเจนระหว่างร่วมการเดินทางเพียงครั้งหนึ่ง และแม้จะไม่ได้จัดทำขึ้นในฐานะภาพยนตร์ข่าวหรือภาพยนตร์สารคดีอย่างเป็นทางการ แต่บุคคลและเหตุการณ์ที่ปรากฏในภาพยนตร์กลับเชื่อมโยงกับบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐไทยภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2501 

แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการเดินทางของคณะบุคคลจากประเทศไทยไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการศึกษา กีฬา วัฒนธรรม และวิชาชีพ หลายคณะ เช่น คณะการทูตไม่เป็นทางการ นำโดย นายอารี ภิรมย์ ใน พ.ศ. 2498 และระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2499 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2501 มีคณะจากประเทศไทยเดินทางไปจีนอย่างน้อย 24 คณะ เช่น คณะส่งเสริมสัมพันธไมตรีไทย–จีน คณะนักกีฬาบาสเกตบอล คณะผู้แทนกรรมกร คณะผู้แทนศิลปิน คณะผู้แทนราษฎรไทย และคณะผู้แทนนักประพันธ์ไทย เป็นต้น การเดินทางของคณะนักหนังสือพิมพ์ไทยในปลายปี พ.ศ. 2500 เป็นหนึ่งในคณะเดินทางในช่วงดังกล่าว 




คณะนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ไทยเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนราวเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2500 ประกอบด้วยนักหนังสือพิมพ์ บรรณาธิการ นักเขียน และช่างภาพจากสำนักพิมพ์สำคัญของประเทศไทย รวม 9 คน ได้แก่ อิศรา อมันตกุล หัวหน้าคณะเดินทาง บรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกเดลิเมล์ และนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยในขณะนั้น (พ.ศ. 2499, 2500 และ 2501) อิศราเริ่มทำงานหนังสือพิมพ์ร่วมกับ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ในหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ และร่วมกับมาลัย ชูพินิจ ในหนังสือพิมพ์ประชามิตร ก่อนร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์สุวัณณภูมิ และทำงานกับหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ ได้แก่ บางกอกรายวัน เอกราช พิมพ์ไทย สยามนิกร เกียรติศักดิ์ กิตติศัพท์ ไทยใหม่ยุคใหม่ และบางกอกเดลิเมล์ 

เลื่อน วีรภัทร นักหนังสือพิมพ์จากหนังสือพิมพ์ไทยรายวัน 

ทวี เกตะวันดี นักหนังสือพิมพ์ซึ่งเคยทำงานกับหนังสือพิมพ์สยามนิกร ไทยใหม่พิมพ์ไทย สารเสรี และเสรีไทย ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย 3 สมัย และมีผลงานด้านวรรณกรรมและบทภาพยนตร์ในนามปากกา “รมย์ รติวัน” ทวีได้ตีพิมพ์หนังสือ ตะวันดวงใหม่แห่งบูรพา เล่ม 1–2 เมื่อ พ.ศ. 2518 ซึ่งบันทึกการเดินทางตั้งแต่ช่วงที่เดินทางออกจากจีนไปยังเวียดนามเหนือ (เดิมเคยใช้ชื่อ ชีวิตใหม่ในเวียดนามเหนือ แบ่งพิมพ์เป็นตอนลง ปิยมิตร รายสัปดาห์ จนกระทั่งถูกปิดตัวลง หลังจอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหาร และหลังจากนั้นกลายเป็นหนังสือต้องห้าม) 

สำราญ เทศสวัสดิ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์หลักเมือง และสารเสรี 
หงษ์ อึ้งตระกูล นักข่าวหนังสือพิมพ์ ซิงเสียนเยอะเป้า 
สุจินต์ อัครสมิต นักข่าวหนังสือพิมพ์เศรษฐสาร 
สมเจตน์ วัฒนาธร อดีตนักบัญชีและกรรมการสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนหันมาทำงานด้านหนังสือพิมพ์การเมืองกับสำนักพิมพ์ข่าวภาพและเสียงอ่างทอง และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 
ทองมาก พูนภิญโญ นักเขียนผู้ได้รับรางวัลวรรณคดีสมาคมแห่งประเทศไทย ประจำเดือนธันวาคม พ.ศ. 2485 และผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เสถียรภาพ 
เจน นิมมานนิตย์ นักข่าวและหัวหน้าฝ่ายข่าวของหนังสือพิมพ์ตงฮั้วมินป่อ และก๊กหมินยิดป่อ ก่อนย้ายมาทำงานเป็นนักข่าวและช่างภาพของหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยและสยามนิกร เจนมีงานอดิเรกคือการถ่ายภาพยนตร์ และได้บันทึกกิจกรรมที่ไม่เป็นทางการของคณะไว้เป็นบันทึกส่วนตัว ภาพยนตร์ในส่วนนี้เองได้มอบแก่หอภาพยนตร์ในอีกราว 30 ปีให้หลัง

หอภาพยนตร์ได้สแกนฟิล์มภาพยนตร์ 16 มม. สี 2 ม้วนนี้ 

ม้วนแรกมีความยาว 9.54 นาที มีเนื้อหาของภาพ ดังต่อไปนี้ คณะนักข่าวพร้อมผู้ดูแลเดินเที่ยวชม สวนเป่ยไห่ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในกรุงปักกิ่ง ซุ้มประตูสวนเถาหรานถิง ซึ่งเป็นสวนสาธารณะอีกแห่งหนึ่ง จากนั้นจึงเป็นการเดินทางไปเยือน วัดปี้หยุน ซึ่งในช่วงเวลานั้นเป็นสถานที่ประดิษฐานชั่วคราว อัฐิของซุน ยัตเซ็น และได้มีการสร้างหออนุสรณ์ซุน ยัตเซ็น ขึ้นภายในวัด จากนั้นจึงเป็นภาพขณะเดินทางที่สถานีรถไฟเหิงหยาง มณฑลหูหนาน เดินเที่ยวชมและถ่ายรูปหมู่ที่สะพานอันใหญ่โตโอ่อ่าข้ามแม่น้ำแยงซีที่อู่ฮั่น ซึ่งในเวลานั้น เพิ่งเปิดใช้ได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น จากนั้นภาพกลับมาที่ คณะเดินทางเดินข้ามสะพานหินขาวและมองเห็นเจดีย์ขาวกลางสวนเป่ยไห่เป็นฉากหลัง จากนั้นเดินชมกำแพงเก้ามังกร ต่อมาเป็นการเที่ยวชมกำแพงเมืองจีน บริเวณด่านจวีหยงกวน ใกล้ปักกิ่ง จากนั้นเป็นภาพเข้าชมพระราชวังต้องห้าม ถ่ายภาพกับรูปสลักหินอูฐที่เส้นทางศักดิ์สิทธิ์ของสุสานสิบสามกษัตริย์ราชวงศ์หมิง ต่อมาเป็นภาพของการเดินหน้ากระดานบนถนนหน้าอาคารที่ทำการเดิมของ ธนาคารกลางแมนจูเรีย เมืองฉางชุน ต่อจากนั้นเป็นภาพคณะนักหนังสือพิมพ์ไทยเยี่ยมชมแหล่งอุตสาหกรรมหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน สันนิษฐานว่ามีทั้งเหมืองเปิดขนาดใหญ่และโรงงานอุตสาหกรรม/โรงงานเหล็ก ภาพบางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับฝู่ซุ่นหรืออานซาน จากนั้นเป็นการแสดงระบำนกยูง ของชาวไตในยูนนาน–สิบสองปันนา จากนั้นจึงเป็นภาพบริเวณพระราชวังต้องห้าม เมืองอุตสาหกรรม และภาพสุดท้ายที่หอสักการะฟ้าเทียนถาน



ม้วนที่สอง มีความยาว 4.45 นาที เป็นช่วงที่เข้าไปในเวียดนามเหนือแล้ว มีเนื้อหาเริ่มที่การเยี่ยมชม วัดเจดีย์เสาเดียว จากนั้นเยี่ยมชม วัดวรรณกรรม มหาวิทยาลัยแห่งแรก และสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ภาพแสดงบริเวณศาลาคเววัน สระน้ำ และกลุ่มศิลาจารึกภายในวัด อาคารสำนักงานและห้องข้อมูลสำหรับผู้มาเยือน จากนั้นเป็นภาพการเยี่ยมชมสถานที่ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นสถานพยาบาล แต่ยังไม่สามารถระบุชื่อสถานที่ได้ ส่วนสุดท้าย คณะเยี่ยมชมเขตกื๋ออ็อง เมืองก๋ามฝ่า จังหวัดกว๋างนิญ เมืองอุตสาหกรรมถ่านหินสำคัญ ใกล้อ่าวฮาลอง ภาพแสดงโรงงานคัดล้างถ่านหินกื๋ออ็อง และหัวรถจักรหมายเลข 18 พร้อมคำขวัญแรงงานว่า “ใช้ประโยชน์จาก 4 ปีแห่งการทำงานอย่างเต็มที่”

ข้อสังเกตประการหนึ่งคือ เหตุการณ์สำคัญบางช่วงที่ปรากฏในเอกสารหรือภาพนิ่ง กลับไม่ปรากฏในภาพยนตร์ที่พบในชุดนี้ เช่น การพบโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนที่เซี่ยงไฮ้ และการพบปรีดี พนมยงค์ จึงสันนิษฐานได้ว่า การบันทึกภาพยนตร์อาจทำได้เฉพาะบางกิจกรรมที่ไม่เป็นทางการหรือได้รับอนุญาตเท่านั้น ขณะที่กิจกรรมทางการหรือการพบปะบุคคลสำคัญอาจมีช่างภาพฝ่ายเจ้าภาพเป็นผู้บันทึกภาพนิ่งไว้แทน



อย่างไรก็ตาม ยังมีภาพยนตร์อีกฉบับที่หอภาพยนตร์ยังไม่มีฟิล์มภาพยนตร์ แต่มีเป็น VHS ซึ่งแปลงจากฟิล์ม 16 มม. ขาวดำ ความยาว 8.45 นาที ช่วงต้นเรื่อง มีการจัดทำไตเติ้ลเขียนบนกระดาษลัง สันนิษฐานว่าเพื่อสำหรับนำไปประกอบกับเนื้อหาที่จะจัดทำขึ้น แต่ยังไม่ได้นำไปใช้ ระบุสถานที่ ประกอบเลขลำดับ คือ 1. สวนเป่ยไห่ 2. กำแพงเก้ามังกร 3. กำแพงเมืองจีน ด่านปาต้าหลิ่ง 4. ด่านจวีหยงกวน 5. สุสานสิบสามกษัตริย์ราชวงศ์หมิง 6. มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ภาควิชาภาษาไทย...คณาจารย์และนักศึกษา 7. อาคารหรือทิวทัศน์ในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง 8. หอพัก 9. พระราชวังฤดูร้อน / อี๋เหอหยวน ซึ่งมีความใกล้เคียงกับเนื้อหาส่วนที่ถูกบันทึกไว้บางส่วนของฟิล์มภาพยนตร์ที่ได้รับมาทั้งสองม้วนจาก คุณเจน ต่อจากนั้นจึงเป็นภาพคณะนักข่าวเยือนโรงงาน ท่าเรือ และฟังบรรยายประกอบกับการดูโมเดลย่อส่วนของภูมิประเทศและเมือง การร่วมกิจกรรมต้อนรับซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดขึ้น ณ ชุมชนชาวไตในสิบสองปันนา ก่อนจะจบเนื้อหาด้วยภาพภายในโรงงานแห่งหนึ่ง

ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า ภาพยนตร์ที่ไม่มีหลักฐานเรื่องที่มานี้ หอภาพยนตร์ได้รับจากคุณเจนหรือจากแหล่งอื่นใด แต่มีความชัดเจนว่าเป็นการบันทึกการเดินทางเดียวกัน และภาพไม่ซ้ำเหตุการณ์กัน จึงนำจัดชุดไว้ด้วยกันเพื่อประมวลภาพการเดินทางอันเป็นบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ของคณะนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ให้สมบูรณ์มากที่สุด

เนื่องจากภาพยนตร์บันทึกการเดินทางนี้เป็นบันทึกส่วนตัว มิใช่ภาพยนตร์ข่าวที่มีคำบรรยายหรือคำอธิบายประกอบ การระบุสถานที่ บุคคล และลำดับเหตุการณ์บางส่วนจึงทำได้ค่อนข้างจำกัด งานเขียนของทวี เกตะวันดี ซึ่งเล่าถึงช่วงการเดินทางออกจากจีนไปศึกษาดูงานต่อในเวียดนามเหนือ ช่วยอธิบายบริบทของการเดินทางได้บางส่วน แต่ไม่ได้กล่าวถึงช่วงการเดินทางในจีน ซึ่งเป็นส่วนที่ปรากฏในภาพยนตร์เป็นหลัก 

ภายหลังการเดินทางครั้งนี้ สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหาร และในวันรุ่งขึ้น รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงและการต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างเข้มข้น ส่งผลกระทบต่อบุคคลในวงการหนังสือพิมพ์หลายคน รวมถึงอิศรา อมันตกุล หัวหน้าคณะเดินทางครั้งนี้ ซึ่งดำรงตำแหน่งบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกเดลิเมล์ และนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ถูกจับกุมในข้อหากระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และถูกคุมขังที่เรือนจำลาดยาวเป็นเวลา 5 ปี 10 เดือน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการฟ้องร้องต่อศาลในเดือนกันยายน พ.ศ. 2507 เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของบริบททางการเมืองไทยภายหลังการเดินทางครั้งนี้เพียงไม่นาน 



ภาพยนตร์ชุดนี้มีคุณค่าทั้งในฐานะบันทึกภาพการเดินทางของคณะนักหนังสือพิมพ์ไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนและเวียดนามเหนือในช่วงที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ และในฐานะหลักฐานร่วมสมัยที่บันทึกบุคคล เหตุการณ์ และบรรยากาศของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐไทยภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2501 แม้รายละเอียดของสถานที่และบุคคลบางส่วนยังไม่สามารถระบุได้อย่างครบถ้วน แต่ข้อมูลที่ปรากฏในตัวภาพยนตร์ เมื่อพิจารณาร่วมกับเอกสารและหลักฐานร่วมสมัยอื่น ๆ สามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการศึกษาประวัติศาสตร์สื่อมวลชนไทย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับจีน และบริบททางการเมืองของไทยในช่วงปลายทศวรรษ 2500 ได้

ประมวลกิจกรรมของคณะเดินทางจากเอกสารต่าง ๆ

25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 คณะเดินทางถึงปักกิ่งตอนกลางคืนโดยรถไฟ ตามคำเชิญของสมาคมผู้ทำงานข่าวจีน (หนังสือพิมพ์ People’s Daily)

26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 คณะเข้าพบ เติ้งทว่อ ประธานสมาคมนักข่าวจีน, สนทนากับคณะกรรมการผังเมืองปักกิ่งเรื่องการก่อสร้างเมืองหลัง ค.ศ. 1949, สนทนากับคณะกรรมการแผนแห่งชาติเรื่องเศรษฐกิจ และเที่ยวชมโบราณสถาน / สถานที่สำคัญในปักกิ่ง (หนังสือพิมพ์ People’s Daily)

28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 เฉินอี้ รองนายกรัฐมนตรีพบคณะนักหนังสือพิมพ์ (หนังสือพิมพ์ People’s Daily) อิศราในฐานะหัวหน้าคณะหารือเรื่องความกังวลของรัฐบาลไทยเรื่อง การจัดตั้งเขตปกครองตนเองชนชาติไตสิบสองปันนา อิศราให้ข้อมูลว่าข่าวลือมาจากหนังสือพิมพ์พม่า (“ว่าด้วยต้นกำเนิดของปัญหาเขตปกครองตนเองชนชาติไตสิบสองปันนาในความสัมพันธ์จีน–ไทยช่วง
กลางทศวรรษ ค.ศ. 1950” ของ หวัง หยางหลิน อ้างจาก เอกสารหอจดหมายเหตุกระทรวงต่างประเทศจีน)

30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 คณะผู้ทำงานข่าวไทยออกจากปักกิ่งไปเยือนท้องที่ต่าง ๆ เนื้อข่าวระบุว่า ออกจากปักกิ่งไปฉางชุน และก่อนหน้านั้นได้เข้าพบ นายกสมาคมนักข่าวจีน และหารือเรื่องผังเมืองปักกิ่ง / การก่อสร้างเศรษฐกิจจีน (หนังสือพิมพ์ People’s Daily)

18 ธันวาคม พ.ศ. 2500 คณะนักหนังสือพิมพ์ไทยกลับปักกิ่งหลังเยือนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ดัชนีหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ People’s Daily)

23 ธันวาคม พ.ศ. 2500 เช้า คณะเดินทางเดินทางจากปักกิ่งไปเซี่ยงไฮ้โดยเครื่องบิน (หนังสือพิมพ์ People’s Daily)

23 ธันวาคม พ.ศ. 2500 ค่ำ เข้าพบโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีที่เซี่ยงไฮ้ อิศรากล่าวว่า ข่าวลือเรื่อง “จีนจะรุกรานไทย” และ “ปัญหาสิบสองปันนา” เป็นเรื่องที่จักรวรรดินิยมอเมริกาสร้างขึ้น เพราะ “ประเทศไทยกำลังถูกใช้เป็นสนามรบของสงครามเย็น” (บทความของ หวัง หยางหลิน)

ปลายธันวาคม พ.ศ. 2500 ถึง ต้นมกราคม พ.ศ. 2501 เดินทางไปหัวตง/จีนตะวันออก, ซีหนาน/ตะวันตกเฉียงใต้ และเขตปกครองตนเองชนชาติไตสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน (หนังสือพิมพ์ People’s Daily)

11 มกราคม พ.ศ. 2501 คณะเดินทางสิ้นสุดการเยือนจีน และออกจากหนานหนิงโดยรถไฟสายปักกิ่งฮานอยไปเวียดนามเหนือ (หนังสือพิมพ์ People’s Daily) ผ่านสถานีผิงเซียงของจีน และสถานีลางเซินของเวียดนามเหนือ (ตะวันดวงใหม่แห่งบูรพา เล่ม 1)

15 มกราคม พ.ศ. 2501 เวลา 7.00 น. ประธานาธิบดีโฮจิมินห์เปิดทำเนียบต้อนรับคณะผู้แทนหนังสือพิมพ์ไทย (เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ อ้างจากหนังสือพิมพ์ Nhân Dân ฉบับวันที่ 19 ม.ค. พ.ศ. 2501), วันเดียวกัน เข้าพบ ฝั่ม วัน ด่ง นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ (ตะวันดวงใหม่แห่งบูรพา เล่ม 1)

23 มกราคม พ.ศ. 2501 คณะเดินทางกลับคืนสู่ประเทศไทย ซึ่งมี พลโท ถนอม กิตติขจร (ยศขณะนั้น) ปกครองประเทศ (ตะวันดวงใหม่แห่งบูรพา เล่ม 1)