แสงศตวรรษ

ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 106 นาที

วันออกฉาย 30 สิงหาคม พ.ศ. 2549 (รอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส) 

  10 เมษายน พ.ศ. 2551 (ฉบับฉายในไทยใส่ฟิล์มดำแทนฉากไม่ผ่านการพิจารณา)

บริษัทสร้าง KICK THE MACHINE FILMS

Executive Producers Simon Field, Kieth Griffiths, Illuminations Films for New Crowned Hope, Eric Chan, Tiffany Chan

Co-Producers พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์, Tifa Co.,Ltd., Charles De Meaux, Anna Sanders Films

ผู้กำกับ  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ผู้เขียนบท  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

กำกับภาพ สยมภู มุกดีพร้อม

ผู้ลำดับภาพ ลี ชาตะเมธีกุล

ผู้กำกับศิลป์  เอกรัฐ หอมลออ                 

Sound Recordist อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร

Sound Design / Sound editing Koich Shimizu, อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร, ลี ชาตะเมธีกุล

ผู้แสดง นันทรัตน์ สวัสดิกุล, จารุชัย เอี่ยมอร่าม, โสภณ ภู่กนก, เจนจิรา พงพัศ, อาคเนย์ เชื้อขำ, ศักดิ์ดา แก้วบัวดี, นุติ์ นิ่มสมบุญ, อภิรักษ์ มิตรประชา, มนัสนันท์ พรดิศพงศ์, วรรณา วัฒนาจินดา, สิน แก้วปักปิ่น, นรเทพ ปัญญานวกิจ, นิติพงษ์ ถิ่นทัพไทย, พุฑฒิธร คำมาก, จารุณี แสงทับทิม, รังสรรค์ สุทธิมณีนันท์, กสานติ์แสง กำเนิดมี    


แสงศตวรรรษ เป็นงานภาพยนตร์ที่ละเอียดอ่อน เรียบง่าย และมีโครงสร้างที่สง่างามราวกับอาคารที่ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชั้นยอด ผู้กำกับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล สร้างหนังเรื่องนี้ในฐานะงานหนึ่งของ New Crowned Hope ซึ่งเป็นโครงการศิลปะที่มีขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระ 250 ปีวันเกิดของโวล์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ท แสดงให้เห็นความสำคัญของคนทำหนังไทยในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ศิลปะโลก หนังเรื่องนี้ยังเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่เข้าสายประกวดหลักของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส หนึ่งในสามเทศกาลสำคัญของโลก และยังไม่มีหนังไทยเรื่องใดเคยได้รับเกียรตินี้อีกเลย




อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้แรงบันดาลใจสร้าง แสงศตวรรษ มาจากประสบการณ์ในโรงพยาบาลในขอนแก่นที่พ่อและแม่ของเขาทำงานเป็นแพทย์ ทำให้ แสงศตวรรษ เป็นหนังที่โดดเด่นด้านสุนทรียศาสตร์ การจัดวางตัวละคร ฉาก สอดแทรกประสบการณ์ส่วนตัวของผู้กำกับเข้าไปกับการวาดภาพชีวิตบุคลากรสาธารณสุข สร้างบรรยากาศที่อ่อนโยน ขบขัน รวมทั้งลึกลับและจริงจังในการเฝ้ามองสภาพความป่วยไข้ของมนุษย์ นี่อาจจะเป็นหนังเกี่ยวกับวิชาชีพหมอที่ซื่อสัตย์และสมจริงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย

ภาพยนตร์แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกกล่าวถึง ชีวิตประจำวันของแพทย์หญิงเตยในโรงพยาบาลต่างจังหวัด ที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่ดีต่อผู้ป่วย ส่วนที่สองกล่าวถึง หน่อง แพทย์ทหารที่มาฝึกงาน ณ โรงพยาบาลในเมือง ซึ่งทันสมัยกับผู้ป่วยพิการและคนรักของเขาที่กำลังจะจากไป

หลังจากหนังออกฉายรอบปฐมทัศน์ที่เวนิสและเดินทางกลับมายังประเทศไทย แสงศตวรรษ กลายเป็นประเด็นโด่งดังเมื่อคณะกรรมการเซนเซอร์ในยุคนั้น (ที่ยังคงใช้กฎหมายพิจารณาภาพยนตร์ฉบับเดิม) สั่งให้ผู้กำกับตัดออกสี่ฉากหากต้องการผ่านการพิจารณาเพื่อออกฉาย ได้แก่ ฉากพระเล่นกีต้าร์ ฉากพระเล่นของเล่นบังคับวิทยุ ฉากหมอดื่มสุรา และฉากหมอชายจูบกับแฟน

ประเด็นการเซนเซอร์หนังเรื่องนี้ถูกตีข่าวไปทั่วโลก และถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมายถึงความไร้เหตุผลของคณะกรรมการ จนแทบจะกลบความดีงามจริง ๆ ของหนัง บุคคลในวงการภาพยนตร์แทบทั้งหมดมองเห็นความไม่เป็นธรรมและความไร้กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนของระบบเซนเซอร์ ความไม่พอใจนี้เพิ่มขึ้นจนนำมาสู่การรวมตัวก่อตั้ง Free Thai Cinema Movement อันเป็นการเคลื่อนไหวของคนทำหนังเพื่อรณรงค์ให้แก้กฎหมายภาพยนตร์ และให้ยกเลิกการสั่งตัดหรือห้ามฉายหนัง โดยเรียกร้องให้มีกฎหมายภาพยนตร์ฉบับใหม่ที่เป็นระบบให้เรตติ้งแทน (กฎหมายฉบับใหม่ผ่านสภานิติบัญญัติที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2549 แต่ยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่แบนหนังอยู่)



อภิชาติพงศ์ต่อสู้กับการเซนเซอร์โดยปฏิเสธไม่ยอมตัดสี่ฉากที่เป็นปัญหา นำไปสู่ความวุ่นวายเมื่อกองเซนเซอร์ไม่ยอมคืนฟิล์มหนังให้ เรื่องราวดำเนินต่อไป เมื่ออภิชาติพงศ์ขอยื่นอุทธรณ์ ผลจากการอุทธรณ์ยังคงมติเดิมที่ให้ตัดทั้ง 4 ฉากเดิม และมีมติให้ตัดเพิ่ม 2 ฉาก คือ ฉากที่ปรากฏให้เห็นถึงพระบรมรูปสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และฉากที่ปรากฏให้เห็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ประทับคู่กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2551 อภิชาติพงศ์ได้แสดงจุดยืนเพื่อให้สังคมตระหนักถึงปัญหาการเซนเซอร์ภาพยนตร์ แม้ปีดังกล่าวจะเริ่มมีการนำ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ ฉบับใหม่ออกมาใช้แล้ว แต่ก็ยังให้อำนาจคณะกรรมการในการสั่งเซนเซอร์หรือแบนภาพยนตร์อยู่ อภิชาติพงศ์จึงตัดสินใจใส่ฟิล์มดำที่เป็นรอยขูดขีดลงไปในหนังแทนฉากที่ถูกเซนเซอร์ ก็เพื่อจะให้คนดูได้รู้สึกถึงความมืดที่มีเส้นสายของการทำลาย พร้อมทั้งความเงียบ โดยเรียกฉบับนี้ว่า Thailand’s edition และนำมาจัดฉายในเดือนเมษายน พ.ศ. 2551

เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี การยกย่องหนังเรื่องนี้จึงควรมุ่งเน้นไปที่คุณค่าทางศิลปะของหนัง เช่นเดียวกับการที่หนังเป็นชนวนสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แม้จะยังไม่สำเร็จเสร็จสิ้น แต่ได้ร่วมผลักดันจนผ่านยุคมืดแห่งการสั่งตัดหนังโดยผู้ที่ไม่มีความเข้าใจไปแล้ว